Tag: Writing

  • 10 Ideas From Business Foundation 101

    10 Ideas From Business Foundation 101

    สำหรับการที่สามารถเข้าใจธุรกิจอย่างถ่องแท้ ของ Business Foundation โดย มี 3 แบบ การออกไอเดียในธุรกิจที่แปลกใหม่ การบริหารธุรกิจให้อยู่รอดจนถึงปัจจุบัน และการขายสินค้าที่มีอยู่ให้ดีขึ้นกว่าเดิมจึงเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นการเข้าใจแนวทางขั้นพื้นฐานสำหรับทุกธุรกิจจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก


    Business Foundation 101

    1. Business Foundation
    2. The Core Models
    3. Model 1 : Million Dollar Weekend
      1. Find a Problem
      2. Create a Solution
      3. Spend $0 validate your ideas
      4. Case 1 : What You Create vs What Customers Want
        1. picture 1 : Two Non-Overlapping Circles
        2. picture 2 : Two Little Intersect Circles
        3. picture 3 : Overlapping Circles
      5. Case 2 : Iphone
    4. How to validate Idea? (Pre-Selling)
      1. Case : Pre-selling Surfboard
    5. Scarce Resource
    6. Marketing Funnel
      1. Calculation of Awareness , Consideration and Conversion
    7. How to increase the Conversion Rate?
    8. Model 2 : Small Business Flight Plan
      1. Business Operates
      2. Process of Airplane
    9. Model 3 : The Brain Audit
      1. Problem
      2. Solution
      3. Target profile
      4. Objection
      5. Testimonials
      6. Risk Reversal
        1. Case 1 : Mini Bootcamp
        2. Case 2 : Ikea
      7. Uniqueness
        1. Case : DataRockie
    10. The Key Message

    Business Foundation

    สำหรับการเข้าใจธุรกิจอย่างถ่องแท้จำเป็นที่ต้องรู้ Learning Model จากบทความ https://chayanonboo.com/2025/04/07/5-methods-of-learning-model-101/ เพื่อที่มีจะ Requirement ในการเรียนรู้พื้นฐานของการสร้างธุรกิจ

    “There is no skilled “Business

    A Business
    1. ธุรกิจของจริงในการทำงานจริงเกี่ยวกับ 8 Skills นี้ดังรูป ด้านบน
    2. การที่สามารถรันธุรกิจได้ดี ต้องมี Back End เป็นแผนก IT จะช่วยได้เยอะ
    3. ถ้าเปิดร้านขายของ ข้างหน้าร้านต้องมี Point of Sale จุดที่จะชำระเงิน
    4. ถ้าสร้าง Digital Product ควรมี Website

    ถ้าอยากจะทำ One Person Business ควรสามารถรวมหลายสกิลเพื่อธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน


    The Core Models

    The Core Models

    3 Model นี้จะช่วยเปิดทางการทำ Business ให้กับทุกๆคนได้

    CreatorMethod
    Noah Kaganuse for create business
    Donald Milleruse for business administration
    Sean D’Souzasell product better than before
    • การที่จะเริ่มทำ Business อะไร ก็ควร Update องค์ความรู้ให้ทันต่อยุคสมัยด้วย
    • เช่น สิ่งที่คนอื่นเคยมาสอนทุกคนว่าเคยทำอะไรมาบ้าง แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต แต่สิ่งที่ทำในอดีตไม่การันตีว่าทำในปัจจุบันแล้วจะ Work ในอนาคต
    10 Years AgoNow
    No AIAI
    Blackberry ที่หลายปุ่มIphone ที่มีปุ่มกดบนหน้าจอน้อยมาก

    Model 1 : Million Dollar Weekend

    Million Dollar Weekend

    ข้อวคามสำคัญจากหนังสือ Million Dollar Weekend

    • สำหรับ Highlight สำหรับหนังสือเล่มนี้ที่ Noah Kagan เคยบอกไว้ว่า “วันเสาร์ – อาทิตย์ที่เป็นเวลาว่างคนเราสามารถเงิน 1 ล้านได้เลย”
    • เสาร์-อาทิตย์ มี 52 สัปดาห์ ถ้าสามารถคิดไอเดียที่ดีจาก 52 สัปดาห์ไปทำประโยชน์ได้ จะมีโอกาสสร้างธุรกิจล้านเหรียญมาแล้ว ประมาณ 8 ธุรกิจสำเร็จมาแล้วของ Noah Kagan

    Framework ของหนังสือ Million Dollar Weekend มีอยู่ 3 Steps

    Framework of Million Dollar Weekend

    Find a Problem

    ส่วนใหญ่หลาย Business ต้องเริ่มมาจากการรู้จักปัญหาเราอยากจะแก้ให้เจอ

    • แล้วหลังจากนั้นก็ไปเรียนรู้ Skill ต่างๆเพื่อที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้น
    • โดยที่ปัญหานั้นต้องใหญ่พอแล้วมีคนที่มีปัญหาเหล่านั้นเยอะพอ แล้วมีคนที่ยังหาทางแก้ปัญหานั้นไม่เจอ

    Create a Solution

    • นำปัญหาที่คนเหล่านั้นเจอ มาวิเคราะห์แล้วหาทางที่ช่วยแก้ปัญหาให้คนเหล่านั้นให้ได้
    • ไม่ควรเป็นปัญหาที่มีคนเคยแก้ปัญหาเหล่านั้นได้มาก่อน

    Spend $0 validate your ideas

    • การไม่ใช้เงินในการสร้างธุรกิจถือเป็นการทดสอบ Ideas ว่า Problem กับ Solution ที่เราคิดออกมามันดีและเหมาะสมมั้ย
    • ถ้า Problem กับ Solution เหล่านั้นดีต่อลูกค้าแล้วลูกค้าสนใจให้เงินกับสินค้าหรือบริการ คือ Pre-selling

    Case 1 : What You Create vs What Customers Want

    What You Create vs What Customers Want
    CircleDefinition
    Blueสินค้าหรือบริการที่เราผลิตขึ้นมา
    Whiteสิ่งที่ลูกค้าอยากได้

    picture 1 : Two Non-Overlapping Circles

    โดยรูปซ้ายสุดจากรูป What You Create vs What Customers Want ที่คนหลายคนเจอ คือ เราสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการบางอย่างแล้วไม่มีคนอยากได้

    สิ่งที่ไม่ควรทำ

    • การซื้อโฆษณา facebook เยอะมาก เพื่อที่หาคนที่อยากซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการเรา ซึ่งบางทีคนหาที่อยากซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการไม่ได้
    • ค่า Ad facebook เราก็แพง เพราะ facebook บอกว่า หาคนที่อยากซื้อของไม่เจอเหมือนกัน ไม่มีใคร Engagement กับโฆษณาที่เรายิงไป

    picture 2 : Two Little Intersect Circles

    • โดยรูปกลางจากรูป What You Create vs What Customers Want เริ่มมีการ overlap กัน มีลูกค้าอยากได้สินค้า แต่ไม่เยอะพอที่จะทำให้เราอยู่รอดในธุรกิจนั้นๆ

    picture 3 : Overlapping Circles

    • สินค้าหรือบริการที่สร้างขึ้นมาตอนนี้มีคนรออยากได้เยอะมากจนสามารถสร้างธุรกิจให้เราได้
    • ต้องให้สินค้าหรือบริการที่สร้างขึ้นมาแล้วตอบโจทย์กับที่เราอยากผลิตและลูกค้าอยากได้จะต้อง Overlap กัน

    Case 2 : Iphone

    Case Iphone
    TypeQuantity
    Your Offer (Price)300
    Customers1,000
    Potential Revenue300,000

    เราจะรู้ได้ไงว่า คนทั้ง 1,000 คนจะซื้อของเราจริงๆ ต้องทำการ pre-selling ถึงจะรู้


    How to validate Idea? (Pre-Selling)

    Pre-Selling

    วิธีการที่เราจะสร้าง Idea ที่ถูกต้องให้เรา คือ การขอให้คนจ่ายเงินให้เรา

    1. เช่น เรามีหนังสือเล่มใหม่ แต่ข้างในยังไม่มีเนื้อหา แล้วสร้างหนังสือจำลอง หนังสือเล่มนี้จะสอน mental model ทุกคน
    2. สร้างหนังสือจำลอง Pre-selling เล่มละ 300 บาท ได้ 100 คนโดยขายราคาถูกกว่า แล้วหลังจากเขียนหนังสือออกมาขายอีกทีก็เพิ่มเป็น 400 บาท
    3. เมื่อได้เงินแล้ว จะบังคับให้เราเขียนและออกหนังสือเป็นเล่ม

    Pre-Selling เป็นการสร้างความสนใจและความต้องการในสินค้าหรือบริการที่จะเปิดตัวในอนาคต

    People WantSample
    Highเราก็อาจจะนำมาขายในครั้งต่อๆ ไป
    Lowเปิดขายแค่รอบเดียว รอบต่อไปอาจจะไม่มีแล้ว

    Case : Pre-selling Surfboard

    Pre-selling Surfboard
    • สมมุติเราสร้าง Surfboard 3 เดือน ข้อดี โต้คลื่นได้ น้ำหนักเบา เท้าไม่ลอยน้ำ
    • มี 100 Surfboard แล้วขายที่ชายหาดแล้วจะขาย Surfboard แล้วไม่มีลูกค้าที่รอเล่น Surfboard เลย ก็ขาย Surfboard ไม่ได้
    IdeasDefinition
    Goodถ้ามีคนเล่น Surfboard แสดงว่าไอเดียนี้ดี
    Badหาก Surfboard ขายไม่ได้ ธุรกิจไปไม่รอด ก็ต้องล้มไอเดียนี้ แล้วหาไอเดียใหม่ๆ

    Scarce Resource

    Scarce Resource
    • Resource และ Community ที่ขาดแคลนที่สุดในช่วงนี้ คือ Attention
    • หากอยากขายของได้จำเป็นต้องมี Attention จากคนก่อน เพราะถ้าไม่มีคนสนใจก็จะไม่มีคนซื้อ
    • วิธีที่จะทำให้ลูกค้าสนใจเราคือ ต้องสร้าง Marketing Funnel

    Marketing Funnel

    Marketing Funnel คือ โมเดลที่แสดงถึงขั้นตอนการเดินทางของลูกค้าตั้งแต่เริ่มรับรู้แบรนด์ (Awareness) ไปจนถึงตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ (Consideration/Conversion)

    Marketing FunnelDefinition
    Awarenessการทำให้ 100 คนในกลุ่มเป้าหมาย รับรู้ของแบรนด์
    Considerationมี 40 คนเริ่ม พิจารณาแบรนด์หรือกำลังสนใจแบรนด์
    Conversionมี 5 คนเริ่มโอนเงินเข้ามา เพราะอยากซื้อสินค้าแบรนด์

    Awareness ต้องมี Content เพิ่งดึงดูดให้คนรู้จักเราด้วย


    Calculation of Awareness , Consideration and Conversion

    Calculation
    RateCalculation
    View Rate40/100 = 40%
    Consideration for Conversion Rate5/40 = 12.5%
    Conversion Rate5/100 = 5%

    Definition สำหรับอัตราส่วนของเกณฑ์ด้านบน

    1. View Rate คือ มีคนมาดูแบรนด์ 40%
    2. Consideration for Conversion Rate คือ จากคนที่ดู live ทั้งหมด 40 คนมีซื้อ 5 คน เราจึงได้คนซื้อเทียบคนดู live ได้ 12.5%
    3. Conversion Rate คือ 5% ใน 100 คนเห็นมีแค่ 5 คนที่ซื้อสินค้า = 5%

    How to increase the Conversion Rate?

    How to increase the Conversion Rate?

    ถ้าเราอยากหาเงินได้มากขึ้นจากแบรนด์ เราควรปรับจากส่วนไหนของ Marketing Funnel

    1. เราทำให้คน Attention ต่อแบรนด์ได้มากขึ้น ก็จะเพิ่ม Awareness ต่อแบรนด์เราได้ดีขึ้น
    2. Consideration พิจารณาแล้วว่าแบรนด์เราจะดีกว่าแบรนด์อื่นยังไง
    3. เพิ่ม Conversion โดยการเล่าเรื่องเพื่อให้สามารถขายสินค้าได้ หรือ ราคาสูงไปอาจจะต้องลดราคาสินค้าหรือเปล่า
    4. Awareness สามารถปรับได้ง่ายที่สุด

    Content หรือ Communication เป็น First principle ในการสร้างธุรกิจเพราะถ้าทุกคนให้คนสนใจแบรนด์ไม่ได้ก็ไม่มีใครรู้จักสินค้าของแบรนด์เหล่านั้น


    Model 2 : Small Business Flight Plan

    Small Business Flight Plan

    Small Business Flight Plan ในการทำธุรกิจแบบนี้ต้องเข้าใจว่าแต่ละระบบทำงานร่วมกันยังไง

    • โดยบอกว่า ธุรกิจสามารถทำงานเหมือนเครื่องบินเลย

    Business Operates

    Business Operates

    เปรียบเหมือนกับการนั่งเครื่องบิน เป้าหมายของเครื่องบินหลัก คือ นั่งเครื่องบินโดยไม่ตก

    เช่นเดียวกัน โดยทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จโดยจำเป็นมี 6 องค์ประกอบดังนี้

    PlaneBusiness
    CaptainLeadership
    BodyOverhead
    WingsProduct / Service
    Left EngineMarketing
    Right EngineSales
    FuelCash Flow

    Process of Airplane

    Process of Airplane
    1. Leadership กำหนดจุดมุ่งหมายของทิศทางและธุรกิจว่าไปทางไหนบ้าง
    2. Overhead ค่าจ้างพนักงาน ค่าเช่าสถานที่ ค่าใช้จ่ายในธุรกิจ
    3. Product/Service and Marketing and Sale ทำให้ธุรกิจสามารถมีแนวทางการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆได้
    4. Cash Flow คือเงินที่อยู่ในธุรกิจ เก็บเงินสดเอาไว้ ครบมีไว้สำหรับ 1-2 ปี

    ไม่ว่าก็จะเป็นการขาย การทำ Product และออก Campaign ใหม่ๆ

    • แต่ถ้าปัจจุบัน หากยังไม่มีเงินพอ ความรู้ที่เรามีจะช่วยให้ทุกคนหาเงินได้มากขึ้นในอนาคต

    Model 3 : The Brain Audit

    The Brain Audit

    The Brain Audit เป็นการมุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจกระบวนการตัดสินใจซื้อของลูกค้า

    โดย Sean D’Souza นำเสนอแนวคิดว่าลูกค้าจะ ซื้อ ก็ต่อเมื่อ กระเป๋า หรือปัจจัยสำคัญ 7 ประการในความคิดของพวกเขาได้รับการ ตรวจสอบ และ จัดการ อย่างเหมาะสม

    Seven Bags
    • เช่นเดินทางจากเที่ยวบิน แล้วรอรับกระเป๋าทั้งหมด 7 ใบ ถ้ากระเป๋ามาไม่ครบก็ต้องรอจนกว่าจะได้กระเป๋าครบ
    • Focus ที่ Marketing กับ Sales เลย ทำยังไงให้ลูกค้ามาซื้อของเรา

    ถ้าอยากทำ Marketing ได้ดี แล้วมีลูกค้ามาซื้อของเราเยอะๆ ต้อง 7 องค์ประกอบนี้

    The Brain Audit with 7 Element

    Problem

    ควรเริ่มต้นด้วยค้นหาปัญหา เพราะว่าสมองมนุษย์จะดึงดูดคำว่า ปัญหาก่อน เช่น ปัญหาผมหยิก


    Solution

    ตามมาด้วยวิธีการแก้ปัญหา เช่นควรมี Sunsilk ช่วย


    Target profile

    ต้องรู้ว่า เราสร้าง Solution ให้ กลุ่มเป้าหมายกลุ่มไหน ถึงจะเหมาะสมกับ Problem ที่มี ลูกค้า ถึงจะพอใจ


    Objection

    ต้องคิดมีปัจจัยอะไรบ้างที่จะทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้มีข้อโต้แย้งกับเรา เช่น ยาสระผมมีใส่สารเคมีแปลกๆ กับมาเราหรือไม่

    • เช่น ตอบได้ว่ามาจากวัตถุดิบธรรมชาติ

    Testimonials

    • สามารถให้ลูกค้าทดลองใช้จริงว่า สินค้าเหล่านั้นดีมั้ย
    • มีตัวอย่างว่าคนใช้แล้ว Work มั้ย สามารถตอบตัวอย่าง Objection ได้
    • การให้ Testimonials (ลูกค้าทดลองใช้)ตอบจะดีกว่า เพราะเป็นตัวอย่างของผู้ใช้ โดยการหาลูกค้าจริงมาตอบจะได้ความน่าเชื่อถือสูงกว่า

    Risk Reversal

    Risk Reversal
    • คนส่วนใหญ่จะไม่ชอบความจริง พยายามหาอะไรที่การันตีความแน่นอน
    • จริงมีการการันตีโดยการให้ลองใช้ฟรีแบบ Free Trial
    • เช่น Youtube ให้ลองใช้ Youtube Premium ฟรี 14 วัน แล้วถ้าดีค่อยให้ใช้ต่อ

    Case 1 : Mini Bootcamp

    • คอร์สเรียนฟรีแบบ Mini Bootcamp เพื่อลดความเสี่ยงให้นักเรียนได้ โดยการให้นักเรียนประเมินครูสอนในช่วงเวลาที่เรียนว่าครูคนนั้นสอนดีหรือไม่ดี

    ข้อเสียคือถ้าอะไรได้มาฟรี คนก็ไม่ค่อยเห็น Value แล้วเรียนเช่น คอร์สเรียนนี้ มีคนติดตาม Facebook 100,000 คน แต่มีคนมาเรียนแค่ 1,000 คน


    Case 2 : Ikea

    Description of Product
    • Ikea จะมีข้อมูลให้อ่านว่า อุปกรณ์ที่ขายเหล่านี้มีความเสี่ยงอะไรบ้าง สามารถใช้ได้นานกี่ปี และสามารถขนส่งได้หลากหลายแบบ เพื่อลดความเสี่ยงให้ลูกค้าซื้อ
    • โดยสามารถจ่ายเงินเพิ่ม 7-10% เพื่อให้พนักงานไปต่ออุปกรณ์ให้ที่บ้าน

    การที่แบรนด์ขายอุปกรณ์มีการประกันภัยความเสี่ยงด้านของให้ลูกค้า จึงทำให้ลูกค้ารุ้สึกมั่นใจใน Ikea


    Uniqueness

    Uniqueness

    Uniqueness คือสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา ไม่ใช่สิ่งที่เรามี

    เราควรรู้ว่าเราแตกต่างกับคนอื่นๆยังไงบ้าง มีไอเดียที่ไม่เหมือนใครแล้วต้องสร้างไอเดียนี้ขึ้นมาเอง


    Case : DataRockie

    • แอดทอยไม่เคยพูดเก่งแบบนี้ ก่อนจะมีเพจ DataRockie เมื่อ 10 ปีที่แล้ว แล้วก็ฝึกพูดเรื่อยๆ 10 ปีจนพูดได้คล่อง 2 ชม โดยไม่พัก
    • 10 ปีที่แล้วไม่มีความแตกต่าง ปัจจุบัน สบายๆ ย่อยเนื้อหาเก่ง พูดได้เข้าใจง่าย
    • การใส่หมวกจะเป็นจุดเด่น แม่แอดยศจำไม่ได้ว่าเป็นแอดทอยไปแต่งงานลูกตัวเองเพราะไม่ใส่หมวก
    • ความแตกต่าง แบบมีความหมาย เช่น ถ้าแอดทอยใส่หมวก แล้วนักเรียนไม่ให้คุณค่า สิ่งเหล่านั้นก็ไร้ความหมาย

    เช่น ถ้าใส่หมวกเหลืองแล้วพูดไม่รู้เรื่อง ความแตกต่างนี้ไม่มีความหมายเลย

    PrincipleAction
    First PrincipleTeach Understand
    Second PrincipleYellow Hat

    The Key Message

    The Key Message

    สิ่งที่สำคัญในการช่วยให้สามารถเรียนรู้แล้วเข้าใจธุรกิจได้ดีขึ้นมีดังนี้

    1. เรียนรู้วิธีการเรียนรู้ แล้วเรียนรู้สิ่งที่คุณต้องการ เช่นอย่างเรียนรู้อุตสาหกรรมย่อยของธุรกิจ ก็ศึกษาความรู้ของธุรกิจนั้นเพิ่ม
    2. ไม่มีทักษะที่เรียกว่า “ธุรกิจ” เพราะหลายๆทักษะมาประกอบรวมกันเป็นธุรกิจ เช่น Strategy, Marketing, Sales, Finance, People, Operation, Promotion, IT/Tech
    3. อัปเดตแผนที่ของคุณอย่างต่อเนื่อง หรืออัปเดตเพื่อเพิ่มเส้นทางชีวิตในการตัดสินใจทำธุรกิจให้ดีขึ้นจากข้อมูลที่ดีขึ้น
    4. การสะสมทักษะคือเคล็ดลับในการสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ช่วยให้เชื่อมโยงข้อมูลได้ดีขึ้น
    5. แสวงหาแบบจำลองทางความคิดจากผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนี้ โดยเรียนรู้จากคนที่ประสบความสำเร็จมาก่อน

    หากสนใจสามารถรับชมคลิปเพิ่มเติมได้ที่ Link นี้

    หวังว่าจะได้ไอเดียดีๆในการนำหลักการ Business Foundation ทั้ง 10 ข้อ เพื่อศึกษาหาไอเดียที่มีประโยชน์เต่อการการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อปรับปรุงเรียนรู้ธุรกิจได้เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วมีแนวทางใหม่ๆในปรับรูปแบบธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น


  • 5 Methods of Learning Model 101

    5 Methods of Learning Model 101

    บทความเกี่ยวกับการที่เราสามารถเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานของ Learning Model ทั้ง 5 ข้อที่ทุกคนควรจะมีเพื่อเปิดโอกาสสร้างอนาคตและมีแนวทางในการเรียนที่ดีขึ้นครับ


    Learn Model 101

    1. First Principles Thinking : The More You Learn, The More You Earn
      1. Case : Reading vs Doing
    2. First Principles : It’s not what to learn , but HOW to learn effectively
      1. Case : Business Skill
    3. Learn Model 1 : Minimum Viable Skills
      1. Case : Language
      2. Problem of Minimum Viable Skills
    4. Learning Model 2 : Don’t Stop Until You are Competent
      1. Competency Level
    5. Learning Model 3 : Beware of Diminishing Return
      1. Why 80% not 90%
      2. Case : Poring
      3. Cost vs Benefit
    6. Learn model 4 : Skill Stacking
      1. Combine Skill
      2. Case Sample Book : How to be better at almost everything (2019)
      3. My Skill Stack
    7. Learn Model 5 : Expert in Learning Generalist in Skill
      1. How to Fail At Almost Everything and Still Win Big

    First Principles Thinking : The More You Learn, The More You Earn

    The More You Learn, The More You Earn

    การที่เราจะสามารถมีวิธีการเรียนรู้ที่ดีและมีไอเดียธุรกิจได้จะเริ่มต้นที่มีความเชื่อก่อน

    • ทุกคนควรมีความเชื่อมั่นในตัวเองว่า ยิ่งทุกคนเรียนรู้มากเท่าไหร่ ทุกคนสามารถเก่งได้มากเท่านั้น
    • ทุกคนไม่จำเป็นต้องกลัว เงินเฟ้อ ถ้าทุกคนมี Skill ที่หางานที่สร้างรายได้มากกว่า เงินเฟ้อ

    มี Inflation 3% ต่อปีแต่หากมี Skill ที่หางานได้เงิน 20% ต่อปีก็สามารถอยู่รอดได้


    Case : Reading vs Doing

    Reading vs Doing
    Slower ActionFaster Action
    ListeningReading
    WatchingDoing
    • ควรเปลี่ยนจากการฟัง –> การอ่านหนังสือ
    • ควรเปลี่ยนจากการดู –> การลงมือทำ

    ควรลองนำความรู้ที่ได้จากอ่านหรือฟัง podcast นำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตจริงด้วย จะทำให้เราสามารถเก่งขึ้นได้


    First Principles : It’s not what to learn , but HOW to learn effectively

    It’s not what to learn , but HOW to learn effectively
    • กระบวนการเรียนรู้ของคนเราอาจสำคัญกว่าวิชาที่เราเรียนมา
    • เช่น ถ้าให้ทุกคนไปเรียน Marketing แต่คนที่รู้จักพลิกแพลงความรู้จะทำได้ดีกว่า ปัญหาอยู่ที่การเรียนวิชานั้นๆ ไม่รู้วิธีที่เรียนรู้แล้วเข้าใจอย่างแท้จริง

    Best skill : Learning How to Learn คือเรียนยังไงให้มีประสิทธิภาพ


    Case : Business Skill

    1. ในการสร้างธุรกิจต้องมีงานหลายส่วนประกอบด้วย – Marketing, Finance, HR, Sale and IT เรียกว่าการ Combine Skill สำหรับสร้าง Brand หนึ่งขึ้นมา
    2. One Person Business สร้างธุรกิจของตัวเองได้

    การที่เราจะสามารถเรียนรู้อะไรได้มีประสิทธิภาพดีขึ้น จำเป็นต้อง Learning Model ที่ดีในการเรียนรู้ 5 วิธี

    Learn Model 1 : Minimum Viable Skills

    Mental Model ที่ใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆเรียกว่า Minimum Viable Skills

    Minimum Viable Skills

    Minimum Viable Skills หมายถึงทักษะพื้นฐานที่ต้องมีเพื่อให้สามารถทำงานหรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้


    Case : Language

    เพียงแค่รู้ศัพท์ภาษาอังกฤษเบื้องต้น 500-1000 คำ ก็สามารถพูดภาษาอังกฤษได้แล้ว เช่น Table , Desk , Water

    1,000 Common Words

    เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ program เช่น Spreadsheet, SQL, R, Python แค่พื้นฐานก็สามารถทำงานเป็น Junior Data Analyst

    เช่น เรียน Program R Tidyverse ก็สามารถทำงานได้


    Problem of Minimum Viable Skills

    การเรียนรู้แบบขั้นต่ำสามารถเอาตัวรอดได้ แต่ไม่สามารถพัฒนาขึ้นเป็นลำดับต้นๆได้ จึงต้องรู้จักขั้น Competency Level เพื่อเอาตัวรอด

    • สามารถสื่อสารและพูดคุยภาษาอังกฤษ
    • สามารถทำรายงานภาษาอังกฤษส่งอาจารย์ได้จนจบ
    • ขอแค่เรียนถึง 80% ก็เพียงพอแล้ว

    ต้องยกระดับการเรียนรู้จาก 25% เป็น 80% ให้ได้ เพื่อให้อยู่ในระดับ Competency Level

    จึงต้องไปเรียนรู้และรู้จัก Learning Model ข้อ 2


    Learning Model 2 : Don’t Stop Until You are Competent

    Don’t Stop Until You are Competent

    Don’t Stop Until You are Competent อย่าหยุด จนกว่าคุณจะเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง


    Competency Level

    Competency Level คือความสามารถหรือความเชี่ยวชาญของบุคคลในการทำงานอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง

    Competency Level

    ตามกฎ Pareto Rule คือ ใช้เวลาทำอะไรบางอย่าง 20% แต่ได้ผลลัพธ์กลับมา 80%

    • เช่นการเรียนรู้ 20% แต่สามารถทำความรู้เรียนรู้มาทำงานได้ 80%
    • กิจกรรมตอนช่วง 25%-80% คุ้มค่ากว่าตอนที่ทำกิจกรรม 80%-90% ซึ่งเรียกว่า Diminishing Return

    ถ้ากิจกรรมที่ทำอยู่ 80%-90% ควรระวังเรื่อง Diminishing Return จึงเป็นที่มาของ Learning Skill ข้อที่ 3


    Learning Model 3 : Beware of Diminishing Return

    Beware of Diminishing Return

    Beware of Diminishing Return ต้องมีการระวังเรื่อง Diminshing Return และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เวลาใส่ input เข้าไปมาก แล้วจะได้ผลตอบน้อยลงเรื่อยๆ


    Why 80% not 90%

    80% vs 90%

    เช่นการทำ Google Slide สมมุติทำได้ 80% จะคุ้มค่าหรือไม่ที่จะ Upgrade Skill Google Slide เป็น 90%

    PercentHours for Development
    25% → 80%30
    80% → 90%30

    แสดงว่า % ตอนที่ทำกิจกรรมตอนช่วง 25%–>80% คุ้มค่ากว่าตอนที่ทำกิจกรรม 80%–>90% ซึ่งเรียกว่า Diminishing Return


    Case : Poring

    • อย่างเช่นเวลาเล่นเกมเก็บ level เพื่อเลื่อน level ถัดไป

    ตอนเล่นเกม Rangnarok มี level 1-100

    1. เล่นจาก level 1 –> level 2 จะง่ายมาก ตี poring 3 ตัว
    2. เล่นจาก level 2 –> level 3 จะง่ายมาก ตี poring 10 ตัว
    3. เล่นจาก level 3 –> level 100 ต้องตี poring เยอะมาก
    • จึงแสดงว่า เวลาที่ใช้ในตี Poring จะไม่คุ้มค่าที่จะเล่นแล้ว

    Poring” เป็นตัวละครมอนสเตอร์ที่รู้จักกันดีจากเกมออนไลน์ยอดนิยม “Ragnarok Online” โดยมีลักษณะเป็นสิ่งมีชีวิตคล้ายหยดน้ำสีชมพูน่ารัก

    Poring

    การที่เราตี Poring จาก Level 1 – Level 100 แล้วเริ่มเบื่อ เช่นกันเดียวกับการที่เราเรียนรู้อะไรบางอย่าง จำเป็นต้องเพิ่มความยากเข้าไปด้วย

    • ถ้าทุกคนเรียนแต่เรื่องเดิมๆ เรียนแต่เรื่องง่ายๆ ก็ไม่มีวันเก่งขึ้น ควรจะเรียนรู้เรื่องที่ยากขึ้น

    ถ้าสมองตึงๆ แสดงว่าสมองได้เรียนรู้อะไรเยอะขึ้น


    Cost vs Benefit

    เช่น การเรียนรู้ New Skill 1 ชม จะคุ้มค่ากว่าเวลาที่เราใช้ไป

    1. Cost < Benefit : ถ้าเรียนรู้ New Skill ไปเรื่อยๆ จนกลายเป็น Skill เดิม จะไม่ทำให้เราพัฒนาเช่น การขี่จักรยาน
    2. Cost > Benefit : หากพิจารณาแล้วว่าเรื่องใดไม่มีประโยชน์ ไม่คุ้มค่าที่จะเรียน —> ควรหยุดและเรียนรู้เรื่องอื่นๆแทน
    TypeDefinition
    Cost < Benefitควรเรียนรู้ Skill ใหม่ไปเรื่อยๆ
    Cost > Benefitไม่ควรทำ Skill เหล่านั้นต่อ

    Learn model 4 : Skill Stacking

    Skill Stacking

    Skill Stacking คือการเรียนรู้ Skill ใหม่มาได้หลาย Skill แล้วสามารถเรียกว่า Combine Skills

    Economics vs Data Analysis
    • 1 ชั่วโมงแรก เรียน Economics ถึงจุด Optimal ที่ไม่ควรเกิน 80% แล้วย้ายไปเรียน Skill อื่นๆ
    • ใช้เวลา 1 ชม ที่เหลือ แล้วไปเรียน Data Analysis ต่อแทน

    Best Learning Ad Toy : EconomicData AnalystMarketingWebsite WordPressSEOContent Writing


    Combine Skill

    • ถ้าอยากก้าวหน้าในชีวิตควรเรียน Skill Stacking
    Combine Skill
    • ยิ่งเรารวมพลังหลาย Skill เข้าด้วยกัน จะดีกว่า มี Skill เดียว
    • เช่นถ้าเล่นเกมแล้วอัพแต่ Attack Skill อย่างเดียว โดยไม่เคยอัพ Defense Skill เราสามารถโจมตีคนอื่นได้แรง แต่ก็จะถูกคนอื่นโจมตีได้ง่าย

    Case Sample Book : How to be better at almost everything (2019)

    Pat Flynn
    • เช่น มนุษย์คนนึง ถ้าเล่นกล้ามได้ ยกของหนักได้ เล่นเวทได้ แต่ร่างกายไม่สามารถวิ่งไกลได้ แสดงว่า ร่างกายไม่ได้แข็งแรงทุกส่วน
    • ควรจะต้องเล่น Weight ให้ครบทุกจุด ถึงจะดีกว่า และแบ่งเวลาไปออกกำลังกายด้วยวิธีอื่นดีกว่า

    คนเราสามารถเพิ่มความเข้าใจในหลายๆอย่างให้กลายเป็น Generalist และคนๆนั้นจะมีองค์ความรู้พอที่จะอยู่รอดได้ในอนาคต

    • Highlight ของหนังสือเล่มนี้คือ มนุษย์ทุกคนเกิดมาแล้วปรารถนาเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด

    My Skill Stack

    My Skill Stack
    1. Skill Stack ที่แอดทอยคิดว่าตัวเองทำได้ดี
    2. หากแอดทอยไปใช้ Skill แต่ละด้านกับคนที่เชี่ยวชาญด้านนั้นก็สู้ได้ยาก
    3. จึงเลือกเก่งหลาย Skill เพื่อสามารถทำได้หลากหลาย

    5-6 Skill ที่สามารถช่วยให้อยู่รอดในยุคปัจจุบันได้ เช่น Reading, Writing, Economics, Marketing, Website and SEO


    Learn Model 5 : Expert in Learning Generalist in Skill

    Expert in Learning Generalist in Skill
    • ทุกคนควรจะเป็น Expert ในด้านการเรียนรู้

    How to Fail At Almost Everything and Still Win Big

    สำหรับหนังสือ How to Fail at Almost Everything and Still Win Big ของ Scot Adam

    • มีคนๆนึงวาดการ์ตูนที่เก่ง อีกคนเขียนหนังสือที่ดี อีกคนทำธุรกิจที่เก่ง อีกคนเล่นมุกเก่ง แต่ Scot Adam ทำ Skill เหล่านั้นได้ทั้งหมด
    • ความผิดพลาดหลายครั้งอาจนำไปสู่ความสำเร็จ

    ควรมีการให้คำนิยามคำว่า “งาน” ใหม่

    • หากคุณสามารถทำงานด้วย Learning Model 5 ข้อ คุณจะมีโอกาสในชีวิตที่ดีขึ้น

    หากสนใจสามารถรับชมคลิปเพิ่มเติมได้ที่ Link นี้

    สรุปแล้วความสามารถในการนำหลักการ Learning Model ทั้ง 5 ข้อไป เรียนรู้เพิ่มเติมกับการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อปรับปรุงในการใช้ชีวิตและสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆที่อย่างถูกวิธียิ่งขึ้น เพื่อหนทางที่ดีขึ้นในอนาคต


  • 5 Ideas for Building A Second Brain เพื่อให้เราสามารถมีความจำในระยะยาวได้ดีขึ้น

    5 Ideas for Building A Second Brain เพื่อให้เราสามารถมีความจำในระยะยาวได้ดีขึ้น

    Teached by Kasidis Satangmongkol (DataRockie Owner)

    😊😊😊บ่อยครั้งไหมที่เราอยากทำอะไร แต่สุดท้ายกลับลืมว่าต้องทำอะไรบ้างในแต่ละวัน คงจะดีกว่าถ้าเรามีสมองที่สองที่ช่วยให้จดจำเรื่องราวต่างๆ ได้ดีขึ้นในระยะยาว


    Table of Content

    1. What is Second Brain?
    2. Writing is Thinking
      1. Where to Write
    3. Note
      1. Notetaking
      2. How to not forget something
    4. Stage of Personal Knowledge Management (Code Method)
      1. Capture
        1. How to survive?
        2. Ask Question
      2. PARA Method (Organize)
      3. Highlight 2.0 Progressive Summarization (Distill)
      4. Intermediate Packets (Express)
        1. Thinking Small
    5. Connect the dot
      1. Combine Skill
      2. Reuse Work

    What is Second Brain?

    เนื่องจาก Painpoint ของ Tiago forte ที่ไม่สามารถจำบางเรื่องได้ จนค้นพบวิธีการจด note ซึ่งทำให้จำจดเรื่องราวต่าง ๆ ได้มากขึ้น หลังจากค้นพบเรื่องราวเหล่านั้น จึงนำมาถ่ายทอดให้ผู้อื่น และกลายเป็นที่รู้จักใน Tiago Forte ผู้เขียนหนังสือชื่อ Building a Second Brain

    Building a Second Brain

    Tiago Forte ผู้เชี่ยวชาญด้าน Productivity จึงได้เขียนหนังสือชื่อ Building a Second Brain ซึ่งกล่าวถึงการใช้เทคโนโลยี แอปพลิเคชัน และเครื่องมือต่างๆ เพื่อคัดเลือก จัดเก็บ และจัดหมวดหมู่ข้อมูลอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ สำหรับการนำไปประมวลผลในภายหลัง เปรียบเสมือนการสร้างสมองอีกก้อนหนึ่ง (Second Brain)


    Writing is Thinking

    1. การเขียนจะช่วยให้เรากลั่นกรองความคิด ไอเดีย ผ่านข้อความได้ดีขึ้น
    2. การเขียนจะช่วยให้เรามีโอกาสเรียนรู้ในหลาย ๆ มุมมองสร้างนิสัยในการอ่านหนังสือ เพราะต้องค้นคว้า และหาอ่านข้อมูล คิดทบทวน ก่อนลงมือเขียน
    3. การอ่านจะทำให้เราได้เรียนรู้ประสบการณ์ของผู้อื่นทำให้เรามองเรื่องราวต่าง ๆ ได้หลากหลายขึ้นช่วยให้ความคิดของคนเราเฉียบคมได้

    ที่ต้องจด Note เพราะตัวเองผมเองก็มักจะลืม ดังนั้นการจดช่วยให้ผมสามารถจำได้ดีขึ้น จึงควรจด Note ลงในหนังสือหรือ Notion เพื่อทำให้สามารถย้อนกลับมาทบทวนเนื้อหา เข้าใจเนื้อหาได้มากขึ้น

    Read ———> Write ———> Take Action

    Writing และ Reading จะเป็น Skill พื้นฐานที่ช่วยให้เราอยู่รอดในยุคถัดไปได้เลย


    Where to Write

    Networking SitesDefinition
    Social Mediaเขียน Short form แบบสรุป
    Websiteเขียน Long form อ่านจบ 10-15 นาที
    • สามารถแบ่งการเขียนได้เป็น 3 ส่วน Introduction, Body, Summary
    Network Website

    Note

    First perspective is Idea.

    Note
    1. Moreover, you can share useful information to educate others.
    2. Second brain สามารถมีประโยชน์ในชีวิต เพื่อช่วยจำเนื้อหาและสิ่งที่เคยเรียนรู้ มาได้

    ❌❌❌Copying and pasting is not Note-taking.

    Inputs –> Second Brain –> Output
    MethodDefinition
    Inputsรับข้อมูลจากอ่านหนังสือและฟัง podcast
    Second Brainจัดเก็บข้อมูลจาก Note and Application
    Outputsนำข้อมูลที่จัดเก็บไปใช้สร้างสรรค์สิ่งใหม่
    1. เรียนเพื่อ create new thing ให้เพื่อน,ผู้ชมและผู้ฟัง
    2. คนเราสามารถจด Note เพื่อให้กลายเป็น Second brain แล้วกลายเป็น Productive Person
    3. ฝากความรู้ไว้ใน Notion จะได้กำไรเยอะมาก เนื่องจากสามารถช่วยให้เราจดจำได้เยอะ

    Notetaking

    Notetaking
    1. Knowledge สามารถ Connect the dot ใหม่ๆ ได้ไอเดียใหม่ๆ ตลอด
    2. การจดเหมือนกับการฝากเงินในธนาคาร ยิ่งรวบรวม Idea ได้มาก ความรู้สามารถ Compound ได้
    Knowledge vs Time
    StorageDefinition
    Analogการบันทึกข้อมูลด้วยมือ เช่น Note
    Digitalการบันทึกอุปกรณ์เทคโนโลยี เช่น Notion

    สมัยก่อนเป็น Commonplace Book (Dairy books) ปัจจุบัน Turn to Digital Commonplace Book

    1. Stop wasting time looking for information by create a second brain.
    2. หากข้อมูลไหนสำคัญให้ Export เป็น PDF File

    How to not forget something

    1. Forgetting curve เวลาเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ถ้าไม่จดเอาไว้จะลืมได้ง่ายมาก
    2. ต้องพยายามจด note ลงใน Second Brain เพื่อช่วยจำได้มากขึ้น
    3. ถ้าเรารู้จักจดไปเรื่อย ๆ 5-10 ปีข้างหน้า จะสร้าง THE COMPOUND EFFECT
    Compound Effect

    THE COMPOUND EFFECT สะสมความรู้ไปเรื่อยๆ สร้างความสำเร็จให้ทวีคูณ


    Stage of Personal Knowledge Management (Code Method)

    Personal Knowledge Management
    • ในเชิงทฤษฏีของ Personal Knowledge Management (PKM) การจัดการองค์ความรู้ในชีวิตมี 3 stage
    Personal Knowledge ManagementDefinition
    Rememberingจำให้ได้ว่าเรียนรู้อะไรมาบ้าง
    Connectingเชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
    Creatingนำความรู้มาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ

    CODE Method

    Code Method
    • ในหนังสือ Build A Second Brain ของ Tiago Forte ได้บัญญัติ stage ของ PKM ใหม่เป็นดังนี้
    1. Capture คือเก็บข้อมูลดิบที่เราเรียนรู้เข้ามาใน Notion ก่อน เช่น จากการ Take Short Note, หรือ Copy มาก่อนในเบื้องต้น
    2. Organize จัดเรียงข้อมูลตามหมวดหมู่อย่างเหมาะสม เพื่อสะดวกในการเรียกใช้งาน โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ Project, Area, Resource, Archive
    3. Distill กลั่นกรองข้อมูลนั้น สรุปออกมาเป็นภาษาของตัวเอง ให้ตัวเองเข้าใจได้ง่าย ๆ
    4. Express การแชร์ข้อมูลที่ผ่านการกลั่นกรองจนได้บทสรุปให้ผู้อื่นเข้าใจได้

    👍🏻 เมื่อเราทำจนครบ 4 stage เปลี่ยนจาก consumer เป็น creator

    Value
    • แยก content ที่มีประโยชน์กับชีวิตออกจาก content ที่ไม่มีประโยชน์ต่อชีวิต

    Distill เป็น Part ที่สำคัญที่สุดใน Code Method เพราะเราจะฝึกได้กลั่นกรองความคิด


    Capture

    • Notion สามารถเก็บไอเดียได้จากภายในและภายนอก

    Web for save content : https://www.notion.com/web-clipper

    12 Favorite Question : 12 คำถามปลายเปิด ประจำชีวิต ที่เป็น”แก่น”ในการใช้ชีวิต ที่เราถามตัวเองซ้ำๆ ไล่หาคำตอบให้ตัวเอง แล้วเวลาเราเจอข้อมูล บทความ ความรู้ที่ช่วยให้เราตอบคำถามนั้นได้ดีขึ้น เราก็ Capture ข้อมูลเอาไว้

    External vs Internal
    ResourceDefinition
    Externalข้อมูลจากโลกภายนอก
    Internalข้อมูลจากภายในจิตใจ
    1. ประโยคไหนที่มีคุณค่า น่าจดจำ ให้เรา capture เก็บไว้เพื่อประโยชน์ต่อไปในอนาคตและเพื่อพัฒนาชีวิตเรา
    2. อย่างเช่น คำถามที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถใช้ชีวิตอยู่รอดได้ไปอีก 50 ปี ?

    How to survive?

    How to survive

    Book Recommend : https://www.amazon.com/Doesnt-Have-Be-Crazy-Work/dp/0062874780

    BookIt doesn’t have to be crazy at work
    SkillWork
    Definitionhow to work from basecamp company
    1. ตั้งคำถามกับหลาย ๆ เรื่อง ที่จะทำให้เรามีหนทางในอนาคตที่ดีขึ้น
    2. ตัวอย่างเช่น หนังสือ 300 หน้า อาจจะ Capture เรื่องสำคัญแค่ 30 หน้า

    Ask Question

    Ask Questions
    1. ทุกคนควรมี Awareness ในการตั้งคำถามด้วย
    2. เพราะเราจะ เข้าใจความจริงในโลกนี้มากขึ้น ว่าเราจะสามารถมีแนวทางการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นได้

    PARA Method (Organize)

    1. ให้เก็บข้อมูลเป็นแบบนี้เลย (แต่ไม่จำเป็นต้องมีแค่ 4 folders นี้ก็ได้นะ)
    2. File ทั้ง 4 File สามารถย้ายข้อมูลไปมาได้ตลอด เพราะเราเปลี่ยนความสำคัญของ 4 Folder ได้
    Para Method
    PARA MethodDefinition
    Projectมี deadline เป็นเป้าหมายระยะสั้น
    Areaไม่มี deadline เป็นเป้าหมายระยะยาว
    Resourceเรื่องที่สนใจ อาจจะได้ใช้ประโยชน์ในอนาคต
    Archiveเรื่องที่จบแล้ว เสร็จแล้ว
    Action order of PARA

    👍🏻 Most Actionable is project.

    1. secretary problem 33% rule สมมุติตั้งเป้าหมายไว้จะหาคอนโดภายใน 1 เดือน ถ้าเกิดหาภายใน 10 วันยังไม่เจอที่ถูกใจ พอวันที่ 11 เจอคอนโดไหนให้ตักสินใจใช้คอนโดนั้นเลย
    2. Adapt system to fit your life.

    Highlight 2.0 Progressive Summarization (Distill)

    Distill คนเราสามารถกลั่นกรองคำที่พูดออกได้จากการอ่าน เขียน และ ฟัง

    Progress Summarization

    Progress Summarization
    1. Capture Notes > Bold Passages > Highlight Passage > Executive Summary
    2. จดข้อมูล > ทำตัวหนาส่วนที่สำคัญ > ไฮไลท์ในตัวหนาที่คิดว่าสำคัญมาก > เปลี่ยนเป็นสรุป
    3. Highlight 2.0 คือ ขั้นตอนในการสรุปสิ่งที่เราได้เรียนรู้ โดยใช้ bold, highlight แล้วเขียนสรุปสั้นๆด้วยภาษาเราเอง เพื่อตัวเราในอนาคต ตอนที่เรากลับมาอ่าน
    Sample of Highlighting 2.0 Progress Summarization

    Copy and Paste ไม่เป็นการ Distill เนื่องจากเป็น Plagiarism การเลียนแบบผลงานคนอื่น


    Intermediate Packets (Express)

    📌 Intermediate Packets : The Power of Thinking Small

    Intermediate Packets
    1. งานไม่จำเป็นต้อง ทำให้เสร็จ 100% ขอแค่แชร์ไปเรื่อยๆ แล้วก็สามารถตกผลึกทางความคิด
    2. เป็น step สุดท้ายใน CODE Method ว่าด้วยเรื่องของการ share สิ่งที่เราเก็บ เรียบเรียง ย่อยจนเป็นภาษาของเราเอง เพื่อสุดท้ายนำมาแชร์ให้กับตัวเองในอนาคตหรือเพื่อน ๆ ได้อ่านกัน โดยทฤษฎีของ Intermediate Package แนะนำให้ทยอยนำเสนองานเป็นชิ้นเล็ก ๆ
    3. The power of thinking small เพื่อเป็นการ save เวลา ไม่ต้องรอให้ทำจนจบก่อน ข้อดีคือ มีงานนำเสนอ และจะได้ฟัง feedback จากคนที่เรานำเสนอ แล้วค่อยทยอยปรับชิ้นงานให้ค่อย ๆ ดีขึ้น ตรงความต้องการขึ้น คมยิ่งขึ้น

    Thinking Small

    Thinking Small
    1. การแชร์สิ่งที่เราได้เรียนรู้ ไม่จำเป็นต้องรอให้มันออกมาสมบูรณ์ 100% แต่เราสามารถทำให้หรือเสร็จแค่ส่วนนึง แล้วแชร์ได้เลย เพื่อเก็บ Feedback จากคนอื่นนำมาปรับปรุงต่อได้เร็วมากขึ้น หรือก็คือการทำ MVP ของความรู้ที่เราจะแชร์ออกมาก่อน แล้วปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นไป
    2. MVP หรือ Minimal Viable Product คือผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติน้อยที่สุดแต่ยังใช้งานได้จริงหรือผลิตภัณฑ์เบื้องต้นที่ใช้งานได้

    Connect the dot

    1. ทุกๆ Notes ที่เราจด ทุกๆ Skills ที่รู้มา นำทุกสิ่งมาประกอบกันเพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่แตกต่าง
    2. Combine skill : Finance + Marketing + Writing + Data
    Marketing and Sell

    Ealso สามารถทำ template ที่สร้างส่งให้คนอื่นได้


    Combine Skill

    Combine Skill
    • นอกจากนี้เมื่อเราสร้าง thinking block หลาย ๆ อันเข้า block เหล่านั้นก็จะถูกนำมาเชื่อมโยงและต่อยอดจนเกิด block ใหม่ ๆ เพิ่มได้อีกเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด หากเรายังไม่หยุด note
    An idea changes lives.
    • โดยไอเดียเล็กต่างๆ สามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ และ bootcamp เป็นทางเลือกหนึ่งที่เรียนรู้ได้อย่างสนุกสนาน ได้อ่านมุมมองจากคำถามของคนอื่นใน discord เพื่อพัฒนาผลงานของตัวเองได้

    Reuse Work

    Reuse work
    • สามารถ Share ผลงานเดิมซ้ำได้เรื่อย ๆ

    Summary from Build A Second Brain

    1. ได้ตกผลึก Idea ด้านสกิลการเขียน การฟัง และการคิด สามารถช่วยให้เราเกิด Idea ใหม่สำหรับสร้าง Connect the dot เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาได้
    2. Personal Knowledge Management (PKM) การจัดการองค์ความรู้ในชีวิตมี 3 stage
      1. Remembering จำให้ได้ก่อนว่าเราเรียนอะไรมาบ้าง
      2. Connecting เชื่อมโยงความรู้ต่างๆ เข้าด้วยกัน
      3. Creating จากนั้นเราจะมีความพร้อมที่จะนำความรู้มาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
    3. ในหนังสือ Build A Second Brain ของ Tiago Forte ได้บัญญัติ stage ของ PKM ใหม่เป็นดังนี้
      1. Capture เก็บข้อมูลดิบที่เราเรียนรู้เข้ามาใน Notion ก่อน เช่น จากการ Take Short Note, หรือ Copy มาก่อนในเบื้องต้น
      2. Organize จัดเรียงข้อมูลตามหมวดหมู่อย่างเหมาะสม ตามช่วงเวลาที่เราจะได้ใช้งาน แบ่งเป็นหมวดหมู่ Project, Area, Resource, Archive
      3. Distill กลั่นกรองข้อมูลนั้น สรุปออกมาเป็นภาษามุมมองของตัวเองให้เข้าใจได้ง่าย
      4. Express การแชร์ข้อมูลที่ผ่านการกลั่นกรองจนได้บทสรุปให้ผู้อื่นเข้าใจได้
    4. เมื่อเราทำจนครบ 4 stage CODE of Method เปลี่ยนจาก consumer เป็น creator
    5. Distill คนเราสามารถกลั่นกรองคำที่พูดออกได้จากการอ่าน เขียน และ ฟัง
    6. Progress summarization : Capture Notes > Bold Passages > Highlight Passage > Executive Summary
    7. Highlight 2.0 คือ ขั้นตอนในการสรุปสิ่งที่เราได้เรียนรู้ โดยใช้ bold, highlight แล้วเขียนสรุปสั้นๆด้วยภาษาเราเอง เพื่อตัวเราในอนาคต ตอนที่เรากลับมาอ่าน
    8. 4 Steps Para Method : Project, Area, Resource, Archive
    9. Wealth = ความมั่งคั่งคือการที Asset ที่สามารถสร้างรายได้ตลอดเวลาโดยเป็นสิ่งที่สังคมต้องการ และคนในยังไม่รู้ว่า สร้างสิ่งเหล่านั้นได้ยังไง
    10. โดยไอเดียเล็กต่างๆ สามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ และ bootcamp สามารถเรียนสนุกเพราะสามารถอ่านมุมมองคำถามคนอื่นใน discord เพื่อพัฒนาผลงานของตัวเองได้

    ขอบคุณคอร์ส Data Science Bootcamp 11 จาก DataRockie : https://data-science-bootcamp1.teachable.com/courses/enrolled/2684443


  • 20 Ideas for a Notion 101 Tutorial การมี Notion จะสามารถช่วยจัดการกับจดบันทึกและวางแผนชีวิตได้ดีขึ้น

    20 Ideas for a Notion 101 Tutorial การมี Notion จะสามารถช่วยจัดการกับจดบันทึกและวางแผนชีวิตได้ดีขึ้น

    ปัจจุบันผู้คนมักจะหลงลืมเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ ได้ง่าย เนื่องจากในยุคปัจจุบัน เวลาเป็นสิ่งที่มีค่าและสามารถสร้างคุณประโยชน์ให้กับเราได้อย่างมาก หากต้องการจดบันทึกสิ่งที่ควรทำในแต่ละวัน รวมถึงบันทึกความทรงจำต่างๆ ที่สามารถเขียนและอ่านได้ทั้งบนโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ โดยมีฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย Notion ถือเป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

    Website : https://www.notion.com/

    1. General Notion
    2. How to login notion
    3. Type of Notion
    4. Quality Notion
    5. Create New Page
    6. 10 Useful Block
    7. Create Board View
      1. Table View
      2. Board View
    8. Create Icon
    9. Create cover
    10. Change Font
    11. Change Full width
    12. Add two column
    13. Share publish
      1. Access
    14. Database
      1. Edit Property
      2. Connect Relationship
      3. Roll up
    15. Restore data
    16. Choose light or dark mode in notion
    17. Export File
    18. Video Upload
    19. Mention Friend Name
    20. Reminder

    General Notion

    ก่อนเริ่มต้น Note-taking ควรถามตัวเองก่อนว่าต้องการ Note-taking เพื่ออะไร

    1. สามารถจัดการ knowledge management system นำความรู้ที่อยู่ในบริษัทให้อยู่บน platform Notion
    2. สามารถ Share Notion ให้เพื่อนร่วมงานด้วย
    3. อาจารย์สอนประยุกต์ใช้ Notion ในการสอนในมหาวิทยาลัย

    How to login notion

    หากยังไม่มี Account สามารถใส่ email แล้วกด Sign-up ได้เลย

    All-in-one workspace Login
    • หาก Login ผ่าน google(gmail) หรือ Apple จะง่ายกว่า
    Sign up with email

    สามารถเลือก Account แล้วกด Continue with email ได้เลย


    Type of Notion

    Type of notion
    TypePersonalPlusBusinessEnterprise
    priceFree10$ per month15$ per month20$ per month
    guest10100250>250
    FunctionFile 5 MBUnlimited blockPrivate teamspacesAdvanced security

    Recommend Personal Plan in Notion

    • หากไม่ต้องการคนอื่น duplicate link ของเราไปใช้ได้ให้เลือก disable moving เพื่อไม่โดน Copy เพจได้ใช้ได้เฉพาะ Plus plan ขึ้นไป
    disable moving

    Quality Notion

    • Unlimited guest สามารถ invite เพื่อนที่ใช้เมล์บริษัทที่อยู่ในองค์กรอื่นๆ เข้ามาดูได้
    • API Access สามารถเชื่อมกับ Application ได้เช่น google calendar
    can create block code for notion
    SELECT * FROM customers;
    

    Notion Shortcut : https://www.notion.com/help/keyboard-shortcuts


    Create New Page

    create new page —>Click + (Private) —> New Page

    Create new page

    10 Useful Block

    BlockDefinitionShortcut
    Textสามารถเขียนข้อความเขียนได้เลย
    Heading 1, 2, 3ใช้สำหรับสร้างหัวข้อใหญ่เรียงน้อยไปมาก หัวใหญ่สุด Heading 1# [ ]
    To-do listเป็นช่องไว้ Check-boxctrl + shift + 4
    Bullet listสร้าง จุด นำหน้า– [ ]
    Numbered listสร้าง ตัวเลข นำหน้าctrl + shift + 6
    Tableสร้าง ตาราง/ + table
    Imageแทรก รูปภาพ/ + image
    Dividerสร้าง เส้นแบ่ง paragraph– – –
    Call outสร้าง กล่องข้อความ/ + call out
    Highlightเน้น ข้อความctrl + E

    [ ] = การกด spacebar บน keyboard


    Create Board View

    สามารถ create board view ได้ว่าวิชาไหนเรียนแล้วหรือยังไม่เรียน

    • Data Manifesto เรียนเสร็จแล้ว (Done)
    • Notion กำลังเรียน (In Progress)
    • Excel, SQL, Dashboard ยังไม่เรียน (Not Started)

    Table View

    Table view

    Click Status แล้วสามารถเลือก status 3 อันนี้ได้เลย ตามรูปด้านล่าง

    Choose a status

    Board View

    • สามารถนำ mouse ดึงแล้วลากสลับทั้ง 3 status ได้เลย
    Board View

    Create Icon

    Click Add Icon —> to create Icon

    Add Icon

    Create cover

    Click Add Cover —> to create Cover

    Add Cover
    TypeDefinition
    Galleryรูปที่ notion มีให้เลือก
    Uploadupload จาก com ตัวเอง
    Linkนำมาจาก link internet
    Unsplashรูปจาก unsplash

    Good picture from this website : https://unsplash.com/


    Change Font

    Click 3 dot Top right corner change font

    Change Font

    Change Full width

    Click 3 dot Top right corner change full width (เต็มหน้าจอ)

    Full width

    Add two column

    click / —> 2 column

    • เวลาใช้คำสั่งนี้ใน notion จะแบ่งเป็น 2 column

    Share publish

    • Click Share
    • Then click publish
    Click Publish to share
    • Then copy link to send to another
    Copy link of share publish

    Access

    Access Option
    AccessDefinition
    Full accessเข้าถึงทั้งหมด
    Can editแก้ไขได้
    Can commentแสดงความคิดเห็นได้
    Can viewดูได้อย่างเดียว

    Database

    • อยากเก็บข้อมูลนักเรียนใน notion —> เลือก / —> database inline
    • สามารถเพิ่มชื่อใน database ได้

    Edit Property

    สามารถ edit property เลือกประเภทได้ ตามนี้

    edit property

    Connect Relationship

    • Click relation to connect with 2 table
    Connect Relationship
    TableDefinition
    StudentName Student ถูกเชื่อมไปที่ Course Table ที่ highlight red
    CourseName Course ถูกเชื่อมไปที่ Student Table ที่ highlight yellow
    • then table will connect 2 table
    • ดูจาก highlight สีแดงจะเห็นว่า 2 ตารางนี้สามารถเชื่อมต่อกันได้แล้ว

    Roll up

    • สามารถใช้ Roll up ในการช่วยนับราคาตาราง database ได้ด้วย
    Roll up
    • หากต้องการให้ notion ช่วยคำนวณ Type Rollup แล้วส่ง Database จาก Course table เป็นคำนวณได้ที่ Student Table เพื่อคำนวณค่า Course เรียนดังรูป
    • สามารถเลือก Count Course กับ Sum Price ได้ดังรูปด้านล่าง

    Count Course

    Sum Price


    Restore data

    • สามารถ restore หน้าเพจที่ต้องการกลับมาจาก ถังขยะได้

    —> Private —> Trash —>เลือกหน้าเพจที่ต้องการ restore กลับมาคืนมาได้


    Choose light or dark mode in notion

    —> Private —Setting —> Appearance —> สามารถเลือก Theme ของ notion ได้ดังรูป

    light or dark mode

    Export File

    • Can export notion file when click this button with PDF and Excel File
    export file
    • หากเห็นว่า notion อันไหนถูกใจสามารถ save เก็บไว้เป็น pdf ได้
    • หากหน้าไหนเป็น sub-page สามารถคลิกเปิด page ได้ แต่เป็น version เสียเงิน

    Video Upload

    • สามารถใส่ video ของคลิปเรียนนี้จาก youtube ได้เลย

    Mention Friend Name

    • สามารถคลิก @ เพื่อ tag ชื่อเพื่อนได้
    press @ to tag
    • กดแบบนี้สามารถ tag ชื่อใครที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ใน notion ของเราได้

    Reminder

    • Notion สามารถกด reminder เลือก “วันที่”
    choose date
    • หลังจากนั้นก็สามารถเลือกเวลาที่จะแจ้งเตือนได้ตามรูป
    Choose time to reminder

    เวลาเป็นสิ่งมีค่า และการจดบันทึกสิ่งที่ต้องทำและบันทึกความทรงจำต่างๆ เป็นวิธีที่ดีในการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพและเก็บรักษาความทรงจำเหล่านั้น Notion เป็นแอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยมอย่างมากเพราะมีความยืดหยุ่นและฟังก์ชันหลากหลาย เหมาะกับการใช้งานทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์

    หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับทุกท่านที่รับชมครับ


    youtube ฉบับเต็มสามารถดูผ่านเพจ : DataRockie Channel ✅✅✅


  • 10 Ideas From Web For Impact การเขียนและสร้าง Website ของตัวเองสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้

    10 Ideas From Web For Impact การเขียนและสร้าง Website ของตัวเองสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้

    Teached by Kasidis Satangmongkol (DataRockie Owner).

    สำหรับการเขียนนั้นจริงๆ 😊😊😊 มีประโยชน์มาก เนื่องจากทำให้เราได้ฝึกทักษะการคิดไปพร้อมกับการเขียน เพราะการที่คนเราจะสามารถเขียนได้ดี จะต้องมีสกิลการคิดที่เก่งก่อน ดังนั้นหวังว่า 10 ข้อคิดที่ได้ในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านนะครับ ไม่ว่าเป็นด้าน SEO , WordPress และ Writing

    Table of content

    1. Keyword
    2. Copywriting
    3. Great Copy
      1. Strategy
      2. Voice
    4. A Drink Designed for One person
    5. WordPress
    6. Domain Name
    7. Category vs Tag
    8. SEO
    9. 8 Tip For Writing
    10. What Google Loves?

    • เวลาเขียนขึ้นอยู่กับ Keyword ต้องเขียนให้ดีกว่า อันดับ 1-5
    • การฝึกเขียนใช้เวลา ✅✅✅
    ตัวอย่าง keyword ที่ควรใช้ใน Google Search

    การเขียนอย่างน้อย สัปดาห์ละ 1 บทความถือว่าดี

    • ควรเริ่มเขียนทั้งบน social media ไปพร้อมๆกับ การเขียนบน website

    Copywriting

    Copywriting
    • ควรสามารถเขียนได้ทั้ง Short-Form กับ Long-Form
    TypeDefinition
    Short Formเขียนบน Social media เพื่อสรุปย่อเล็กน้อย
    Long Formเขียนบท Website เพื่อให้คนอ่านบทความ 10-15 นาที
    • ความสามารถในการเขียนที่ดี ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยนี้
    The ability to write the right thing.
    TypeDefinition
    Right thingเนื้อหาที่เขียนจะต้องดี
    Right peopleเนื้อหาที่เขียนควรเหมาะกับที่อยากอ่าน
    Right wayเนื้อหาสื่อสารในแนวทางที่ดีและเหมาะสม

    Great Copy

    Great Copy
    TypeDefinition
    Strong Strategyเขียนไปเพื่อวัตถุประสงค์แบบไหน
    Interesting Voiceการเขียนแบบไหนทำให้เนื้อหาน่าสนใจ
    Great Copy = Strong Strategy + Interesting Voice

    Strategy

    TypeDefinitionSample
    Actionขอให้ผู้อ่านลงมือทำอะไรบางอย่างให้คนอ่าน download หรือ share อะไรบางอย่าง
    Educationเขียนเพื่อให้ความรู้กับคนอ่านผู้อ่านแล้วได้ความรู้สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น

    Voice

    TypeDefinition
    Writing Styleparagraph ไม่ควรเขียนเกิน 2 บรรทัด
    Mood and Toneภาษาที่ใช้ควรเป็นกันเอง ไม่จริงจังเกินไป
    Image Filterเลือกโทนสีร้อนและเย็น

    A Drink Designed for One person

    มีภาพในหัว เขียนให้คนๆเดียวอ่าน ถ้าเลือกคนๆนั้นถูกจะดี

    • Martiny ถูกสร้างให้ James Bonds ดื่ม

    คนๆเดียวที่ต้องเขียนให้อ่าน คือ ตัวเองตอนเด็กอ่านเข้าใจ

    • ถ้าไม่อยากเขียนถึงตัวเอง ให้จำลองคนๆนั้นขึ้นมา
    ตัวอย่างจากการจำลองภาพคนๆหนึ่งขึ้นมา
    TypeDefinition
    Nameชื่อคน
    Audienceผู้อ่าน เพศ และ อายุ
    Physicalต้องรู้ว่าคนๆนั้นอ่านที่ไหน
    Cognitiveชอบอ่านเรื่องแบบไหน
    Emotionalมีอารมณ์ความรู้สึกแบบไหนตอนอ่าน
    StrategyAction or Education

    WordPress

    WordPress Choice
    • wordpress.com สามารถสมัคร account แล้วใช้ได้เลย ไม่ต้องเช่า hosting เอง
    • wordpress.org downlaod แล้วนำ WordPress ลง computer ส่วนตัวได้ self-hosting

    Domain Name

    • การตั้งควรให้ยาว อย่างน้อย 3-5 พยางค์
    • ถ้าสั้นเกินไปจะไม่เป็นเอกลักษณ์
    • ควรตั้งชื่อดึงดูดให้คนจำง่าย
    .com or .blog but .com is good.

    Category vs Tag

    Category vs Tag
    TypeDefinition
    Categoryแบ่งเนื้อหาเป็นหัวข้อหลัก
    Tagเป็นหัวข้อรองจาก Category

    SEO

    Search Engine Optimization

    Search Engine Optimization (SEO) คือการทำเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพในการติดลำดับดีๆ บนหน้า 1 ของ google search

    • สามารถใช้งานได้ทุก platform ไม่ว่าจะเป็น facebook, google

    Optimization คือการทำแบบไหนให้ content ไปติด google search ได้ง่ายสุด

    Search Result :

    • URL : Link Website
    • Title = ไม่เกิน 50-60 characters
    • Meta-Description (excerpt) = ไม่เกิน 50-160 characters
    • Featured Image (thumbnail) = แนะนำ 16:9 ratio
    Google Search
    • ต้องเขียนแบบไหนคนถึงจะอ่านเยอะ

    เขียนไม่เกิน 1-2 ชม. แล้ว post ไปก่อน


    8 Tip For Writing

    1. ใช้เวลาเขียนบทความละไม่เกิน 2 ชม. สำหรับคนที่เริ่มเขียน
    2. ความสั้น/ความยาวของบทความไม่มีผล, Focus ที่ Value ที่ให้กับผู้อ่าน
    3. เขียนดีและสม่ำเสมอ
    4. ต้องโพสต์เป็นเวลา 2-3 เดือนตามวันที่กำหนดไว้ เช่น กำหนดวันจันทร์ก็ post บทความทุกวันจันทร์
    5. Keywords ดูตาม Volume Search
    6. Long Tail Keyword คำ Keyword ที่คน Search หาน้อย แต่ Keyword เหล่านี้มีความยาวและเฉพาะเจาะจงมากกว่า ทำให้หัวข้อน่าสนใจยิ่งขึ้น
    7. Photoshop scape ในการปรับรูปภาพ
    8. Unsplash ใช้ในการหารูปได้ดี
    Writing Tips

    What Google Loves?

    • ต้องมี Good Content และ Update Frequently

    ถ้าต้องการให้ Website ขึ้นมาเป็น Search แรก ๆ ก็ควรแสดงให้ถึง EEAT นี้

    TypeDefinition
    Experienceประสบการณ์จากเนื้อหาที่เขียน
    Expertiseความรู้ความชำนาญของเนื้อหาที่เขียน
    Authorityความเป็นผู้นำของเนื้อหาที่เขียน
    Trustworthyความน่าเชื่อถือของเนื้อหาที่เขียน

    หวังว่าข้อคิดทั้ง 10 ข้อนี้จะเป็นประโยชน์ของกับผู้อ่านไม่มากก็น้อยครับ

    #Writing #WEBFI06 #DataRockie

    https://data-science-bootcamp1.teachable.com/courses/enrolled/2487550


  • 20 Writing 101 – A Tool for Thinking การเขียนสามารถเปลี่ยนชีวิตให้เราได้

    20 Writing 101 – A Tool for Thinking การเขียนสามารถเปลี่ยนชีวิตให้เราได้

    • การเขียนจะเป็น Skill ที่สำคัญในอนาคตเนื่องจากคนเราต้องฟังข่าว อ่านหนังสือ พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดและความเห็นอยู่ตลอดเวลา แต่หากต้องการที่มีความจำในด้าน Skill ฟัง พูด และอ่านได้ จะต้องได้มี Skill การเขียนเพื่อตกผลึกทางความคิดครับ 😊😊😊

    Table of content

    1. Core Skill for Writing
    2. Knowledge
    3. Writing is Thinking
    4. The Values of Writing
    5. Writing Gives You Free Traffic
    6. One-Person Business
    7. AI is Boring
    8. AI for writing
    9. Where Ideas Come From
    10. Creative Process
    11. Suddenly Talented
    12. Real Until You Love to Read
    13. Second Brain
    14. Essay Writing
    15. Where to Write
    16. Why Writing Helps Your SEO?
    17. 10 Ways to Improve Your Writing Today
    18. Four Eternal Markets
    19. Start Today With Recommended Reading and Writing
    20. My Personal Workflow

    Core Skill for Writing

    • การเขียนเป็นหนึ่งในทักษะที่สำคัญของยุคนี้
    • คนเราจำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อที่จะพัฒนาแนวคิดที่หลากหลายมากขึ้น

    สามารถหาไอเดียการเขียนที่ดีได้จากการอ่านและตกผลึกทางความคิด

    Writing is core skill.

    Knowledge

    knowledge is conversational .

    ยิ่งคนเราแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากเท่าไร ยิ่งได้ความรู้มากขึ้นเท่านั้น
    • การที่มี Community ที่สามารถ share ความรู้ บทความ หนังสือ และคอร์สเรียนออนไลน์ จะทำให้มีไอเดียที่ดีและมีประโยชน์มากยิ่งขึ้น
    knowledge is conversational.

    Writing is Thinking

    • การเขียนจะช่วยใช้เราคิดได้ดีขึ้น เพราะสามารถช่วยสื่อสารไอเดียผ่านข้อความได้ดีขึ้น
    • การเขียนจะช่วยให้สร้างความเฉียบคมในการอ่าน เพราะต้องคิดข้อความก่อนเขียน
    • การอ่านจะสามารถช่วยให้ความคิดคนเราเฉียบคมได้เยอะขึ้น

    Read ———> Write ———> Take Action

    Writing and Reading คือ Skill พื้นฐานที่ช่วยให้เราอยู่รอดในยุคถัดไปได้เลย


    The Values of Writing

    • การเขียนช่วยให้เรา focus การทำงานได้ดีขึ้น
    • เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ เข้าใจได้ง่ายขึ้น (เรียน —> เขียน —> แชร์)
    • คนเราควรเปลี่ยน mode จาก consumer กลายเป็น creator เพิ่มขึ้น
    • การเขียนคือการส่งต่อความรู้ teaching —> forces —> learning
    • การเขียนทำให้เราตกผลึกความคิดตัวเอง เป็น spiritual practice รูปแบบหนึ่ง

    impact เราเขียนเพื่อส่งต่อไอเดีย สร้างการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในสังคม

    Values of Writing

    Writing Gives You Free Traffic

    • การเขียนและการคิดก็เปรียบเสมือนการสร้างเส้นทาง Traffic
    • การเขียน content เพื่อให้คนสามารถเข้าถึง website ของเราได้ทุกเดือน หรือสามารถดึงดูดและสร้าง audience บน social media เติบโตแบบ organic ไม่ต้องใช้เงินสักบาท

    Search Engine Optimization

    การเขียนเนื้อหา ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและสินค้าขึ้นมาใหม่ ลงบนเว็บไซต์ของคุณ เพื่อให้แสดงอันดับต้นๆ ในหน้า Search Google โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การที่จะทำให้เว็บไซต์ติดหน้าค้นหานั้นขึ้นอยู่กับ Keyword

    ทักษะการเขียนคือ Leverage (พลัง) ที่สำคัญมากๆในโลกยุคนี้ ยิ่งเราเขียนเก่งเท่าไหร่ เรายิ่ง attract คนอื่นได้มากขึ้นเท่านั้น ใช้ AI เขียน ก็สู้เราเขียนเองไม่ได้ ถ้าเราฝึกฝนตัวเองทุกวัน


    One-Person Business

    • คำสอนในสาย One-Person Business คือ จงสร้าง “Traffic” ก่อน แล้วค่อยสร้างทุกอย่างหลังจากนั้น หมายถึงการจะทำธุรกิจให้รอด จำเป็นต้องมี Traffic ก่อนมี Product & Service
    • ตัวอย่างของแบรนด์ที่มี product ดี แต่ธุรกิจไปไม่รอด มีให้เห็นทุกวัน ถ้ามีของดี แต่คนไม่รู้จักก็จบเลย (awareness problem) ถ้าลูกค้าไม่เคยเห็น แปลว่า “brand เราไม่มีอยู่จริง”

    หลายธุรกิจไป “ไม่รอด” เพราะมัวแต่สร้างแต่ product ไม่สนใจ traffic ใดๆ

    product must good.

    AI is Boring

    • งานส่วนใหญ่ที่ AI ช่วยทำได้ดีงานประเภท Summarize ข้อมูล , Translate ข้อมูล , การเขียนสรุป PDF สรุปวีดีโอ YouTube แบบเร็วๆ ช่วย Brainstorm Ideas ใหม่ๆ หาข้อมูล Research Topics มาใช้เป็น reference งานเขียน
    • AI ณ เวลานี้สามารถสรุปแทนได้ แต่ยังไม่สามารถเขียนแทนทั้งหมดได้เพราะยังขาดความเป็นเอกลักษณ์ในการเขียนแบบภาษาของแต่ละคนอยู่

    AI เหมาะกับงานที่เน้น Quantity แต่ไม่ใช่ Quality “ความเร็วควรถูกใช้เวลาที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น” – Sean D’Souza


    AI for writing

    • Generative AI ที่สร้างสามารถช่วยเขียนและสร้างรูปภาพ
    • Language Model เป็น Model ที่สามารถ Predict คำสั่งได้ ที่มีประโยชน์ที่สุดในโลก เช่น Chatgpt , Gemini , Claude, Co-pilot, Perplexity
    Model AI
    • เราจะต้องสร้างผลงานขึ้นด้วยตัวเอง โดยให้ AI เป็นแค่ผู้ช่วยเท่านั้น
    • AI จะช่วยยกระดับคนไม่เขียนไม่เก่งขึ้นมาเก่ง แต่สุดท้ายทุกคนควรฝึกเพื่อสร้างภาษาของตัวเอง
    • นักเขียนระดับโลก ส่วนใหญ่มักเขียนได้ด้วยตัวเอง

    คนเราควรจะมีหลาย Skill ด้วยตัวเอง ไม่ควรพึ่ง AI มากจนเกินไป


    Where Ideas Come From

    • ไอเดียส่วนใหญ่มักจากการอ่านหนังสือ 2 ร้าน Kinokuniya กับ Asiabook
    • หนังสือที่ได้ควรอ่านให้ช้าลงเพื่อจะสามารถอ่านแบบเข้าใจ และหยุดอ่านเพื่อมาเขียนตกผลึกทางความคิดอีกที และสามารถสร้างไอเดียดีๆได้ด้วย
    • ประสบการณ์ที่เจอคนเยอะๆก็ช่วยให้เราเก่งขึ้น และประสบการณ์จากหนังสือคนเขียนที่เก่งโดยได้ประสบการณ์ 10 ปี – 20 ปีย่อยความรู้มาอยู่ในหนังสือเล่มเดียว

    Youtube เปรียบเสมือนมหาลัยที่สามารถไปหาความรู้ดีๆได้หากเลือก Channel ที่มีประโยชน์

    Where Ideas Come From

    Creative Process

    • Creative Process คือการสรุปความข้อมูลเพื่อสร้างข้อมูลในรูปแบบใหม่ๆขึ้นมา
    • มาจาก หนังสือ Second Brain ของ Tiago Forte
    • Second Brain เป็น Application ที่ใช้ในการบันทึกข้อมูลทั้งแบบ Analog และ Digital
    TypeDefinition
    Analogการบันทึกข้อมูลด้วยมือ เช่น Note
    Digitalการบันทึกของผ่านอุปกรณ์เทคโนโลยี เช่น Notion, Obsidian and Evernote

    CODE Step การสรุปข้อความไปจนถึงการแชร์ข้อมูลต่อ

    ProcessDefinition
    Captureเริ่มจากการเก็บข้อมูลมาก่อน
    Organizeเริ่มการจัดเรียงข้อมูล
    Distillย่อยข้อมูลออกเป็นภาษาตัวเอง
    Expressต้องแชร์ผลงานที่ดีให้คนอื่นรับรู้

    Copy and Paste ไม่เป็นการ Distill เพราะเป็น Plagiarism เลียนแบบผลงานคนอื่น


    Suddenly Talented

    แหล่งอ้างอิง : Kasidis SatangmongkolSuddenly Talented วิธีพัฒนาตัวเองแบบเก่งปุบปับด้วย ECS Frame…

    ถ้าคนเราอยากจะประสบความสำเร็จในด้านใดด้านหนึ่ง จำเป็นต้องเก่งกว่าค่าเฉลี่ยในหลายๆด้าน แต่ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด (Generalist)

    • บทความนี้จัดอยู่ในหมวด long form มีกระบวนการเขียนดังนี้
    TimeProcess
    20 hourscapture + organize
    10 hoursdistill + express final

    Real Until You Love to Read

    Read what you love, until you love to read – Naval นักทวีต นักลงทุน Start up

    Foundation Skill : https://www.eef.or.th/article-neet-foundation-skill

    • Foundation Skill เป็น Skill ที่ให้เราสามารถเป็นอะไรในอนาคตก็ได้
    • โดยเฉลี่ยมนุษย์เราสามารถอ่านได้ เร็วกว่า การฟังด้วย
    • ถ้าอยากฝึกอ่าน ควรอ่านเรื่องที่ชอบวันละ 30-60 นาที
    โดยเฉลี่ยมนุษย์เราสามารถอ่านได้ เร็วกว่า การฟังด้วย
    Technique
    1. หยิบหนังสือที่ชอบ
    2. อ่านหนังสือทุกวัน
    3. สรุปแล้วแชร์

    ควรอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ซื้อใน Kindle เนื่องจากสามารถเข้าใจความรู้ได้เร็วกว่าการรอแปล ทำให้ได้ความรู้ที่สดใหม่กว่า

    • ประเภทหนังสือ
      • Paperback เสียสายตาน้อยกว่า เรียบง่าย
      • Ebook พกพาไปได้ทุกที่ ไม่ต้องกลัวยับ

    Second Brain

    • Forgetting curve คือ เวลาทำอะไรซักอย่าง ถ้าไม่จดเอาไว้จะลืมได้ง่ายมาก
    • ถ้าเรารู้จักจดไปเรื่อยๆ 5-10 ปีข้างหน้า จะสร้าง THE COMPOUND EFFECT

    THE COMPOUND EFFECT สะสมความรู้ไปเรื่อยๆ สร้างความสำเร็จให้ทวีคูณ

    Second Brain

    ต้องพยายามจด Note ลงใน Second Brain เพื่อช่วยจำได้มากขึ้น


    Essay Writing

    TypeDefinition
    Short Formเขียนบน Social media เพื่อสรุปย่อเล็กน้อย
    Long Formเขียนบท Website เพื่อให้คนอ่านบทความ 10-15 นาที

    การเขียนและอ่านเพื่อตกผลึก จะทำให้สามารถจดจำดีขึ้นกว่าการอ่านหนังสืออย่างเดียว

    • Bloom’s Taxonomy เป็น framework สำหรับการเรียนและสร้างองค์ความรู้ใหม่ มี 6 ขั้นตอน

    เรียนรู้ที่สำคัญมีอยู่ 3 เทคนิค คือ Analyze, Evaluate, Create

    วิธีการเขียนที่ถูกต้องคือการเขียนแบบ paraphrase เป็นภาษาของตัวเอง และมีการอ้างอิงที่ถูกต้อง


    Where to Write

    TypeDefinition
    Social Mediaเขียน Short form สรุปเป็นข้อๆ อ่านจบ ภายใน 1-2 นาที
    Websiteเขียน Long form อ่านจบ 10-15 นาที
    • สามารถแบ่งการเขียนได้เป็น 3 ส่วน Introduction, Body and Summary
    • website ขอแค่ทำถูกตามกฎ google search ก็สามารถอยู่นานได้เพราะมี market share 90 กว่า%

    google search ถ้าเว็บไซต์ดี มี Content ดีก็สามารถทำให้ website เลื่อนลำดับดี แล้วไปเจอใน google search ได้ง่ายขึ้น

    Google Search

    Why Writing Helps Your SEO?

    • SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization คือการปรับปรุงเนื้อหาบนหน้าบล็อกให้ดีขึ้น โดยที่เราเขียนให้มีอันดับที่ดีขึ้น ถ้าอยู่อันดับ 1-3 ในหน้าแรกของ Google Search Results โดยไม่นับ Sponsored

    core principles ของการทำ SEO คือการสร้าง content ที่ดี ทักษะการเขียนจึงสำคัญมากๆ

    Search Engine Optimization

    ยิ่งเราเขียนเก่งขึ้นเท่าไหร่ website ของเรายิ่งไต่อันดับได้ดีขึ้นเท่านั้น

    • เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ เขียนแบบ Long-Form
    • เลือก keyword ให้เหมาะสม เป็นเรื่องที่เราสนใจจริงๆ และมีคนรออ่านสิ่งนั้นอยู่
    • ส่วนปัจจัยอื่นๆ เช่น web โหลดเร็ว รูปสวย โหลดไว อันนี้ optimize ได้ไม่ยาก อย่างเว็บหลักใช้ wordpress.com แทบไม่ต้อง optimize อะไรเลย มันเร็วตั้งแต่เกิดแล้ว

    ถ้าเราเขียนเก่ง แต่จะยากมากถ้าเราเขียนไม่เป็น AI ก็ช่วยเราไม่ได้ (Quality > Quantity)

    Website Builder อื่นๆที่คนนิยมใช้กัน เช่น ตาม toggle list ด้านล่าง

    • Wix
    • Webflow
    • Squarespace กำลังมาแรง Creators ต่างประเทศชอบกันมาก
    • Medium นิยมสำหรับเขียนบทความเช่นกัน แต่แอดว่าเรื่อง Customization กับ SEO สู้ WordPress ไม่ได้เลย 💕💕
    • Ghost สำหรับเขียน blog + newsletter

    10 Ways to Improve Your Writing Today

    1. Copy something – ถ้ายังไม่รู้จะเขียนอะไร ลอง Copy & Paste บทความที่เราชอบ มานั่งศึกษาว่าทำไมผู้เขียนถึง “เลือกใช้” คำและประโยคแบบนั้น

    2. Keep a journal – จดบันทึกความคิด ไอเดีย และเรื่องราวต่างๆที่เราเจอในแต่ละวัน รูปแบบการเขียน Journal ที่ดีที่สุด คือแบบที่เรา ”สร้าง” มันขึ้นมาเอง

    3. Talk about what you’re writing – เล่าให้คนอื่นฟังว่าเรากำลังเขียนอะไรอยู่ เพราะ “Knowledge is conversational” เพื่อนๆรอบตัวเราอาจมี Insights ที่ช่วยให้เราเขียนเรื่องนั้นดีขึ้นก็ได้

    4. Touch your toes – ออกกำลังกายก่อนเขียน อ่านไม่ผิด 555+ ให้เลือดสูบฉีด เอา Oxygen ไปเลี้ยงสมอง อะไรที่ดีกับหัวใจดีกับสมองเสมอ

    5. Do writing exercises – ฝึกเขียนด้วยเทคนิค ”Free Writing” คิดค้นโดย Peter Elbow ในปี 1973 เป็นการเขียนที่ปลดล็อคความคิด ไม่มีข้อจำกัดใดๆ เหมือนการ ”Warm Up” ก่อนเขียนงานหลักของเรา

    6. Organize your material – รวบรวมและจัดเรียงข้อมูลเพื่อสร้าง Story ที่เราอยากเล่า Gary แนะนำ “ให้เก็บมากกว่าที่เราจำเป็นต้องใช้” ยิ่งมี Input มากเท่าไหร่ เรายิ่งเขียนได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

    7. Make a list – เขียนลิสต์สิ่งสำคัญที่เราอยากจะ Cover ในบทความ สร้าง Outline ง่ายๆ เช่น สิ่งที่เราอยากให้ผู้อ่านได้รับ Key Message, Questions และ Takeaways

    8. Picture a reader – นึกถึงหน้าผู้อ่านอยู่ตลอดเวลา นึกภาพเค้านั่งอ่านอยู่ข้างเรา อย่าใช้คำศัพท์ที่ทำให้เค้าหันมาถามเราว่า “ประโยคเมื่อกี้แปลว่าอะไร”

    9. Ask yourself why – ถ้าเราตอบไม่ได้ว่าเราจะเขียนงานนั้นไปเพื่ออะไร อย่าเสียเวลาเขียนเลย ทุกงานเขียนต้องมีหนึ่ง “Job to be done” เสมอ เช่น ทำให้คนหัวเราะ ซื้อของ ร้องไห้ หรือได้ความรู้ ฯลฯ

    10. Write a Strong Beginning คนจะกดอ่านหรือไม่อ่านบทความที่เราเขียน 99.99% อยู่ที่ชื่อ “Title” และ “Paragraph” ย่อหน้าแรก

    • เราออกแบบ Title หรือ Headline เพื่อทำให้คนหยุดอ่าน
    • ส่วน First Paragraph ทำให้เค้าอยากอ่านต่อ ย่อหน้าถัดๆไป
    • ถ้าเขียน Title ดีมาก แต่เนื้อหาข้างในไม่มีประโยชน์ใดๆ แบบนี้เรียก “Clickbait” อย่าหาทำ 555+

    แค่ใช้ 10 วิธีที่ อ. Gary สอน งานเขียนเราจะทรงพลังขึ้นทันที ในหนังสือมีอีก 90 วิธีรอให้ทุกคนไปศึกษาต่อ อยากเขียนเก่ง ต้องอ่านเลย หนังสือดีต้องมีติดเชลฟ์


    Four Eternal Markets

    • Eternal Markets คือตลาดที่ไม่มีวันดับและเป็นสิ่งที่คนเราจะสนใจไปตลอด

    AuthorRecommend book
    Gary Provost100 Ways to improve your writing (2019)
    Joao Batalheiro FerreiraWriting Is Not Magic, It’s Design (2024)
    William ZinsserOn Writing Well (2012)
    William ZinsserWriting to Learn (2013)
    Tiago ForteBuilding A Second Brain (2022)
    100 Ways to improve your writing

    On Writing Well ของ อ. William Zinsser คือที่สุด เรียกว่าระดับตำนานของแทร่ เขียนยังไง สไตล์ไหน ให้เข้าถึงใจผู้อ่าน เป็นเล่มที่คิดว่าต้องอ่านๆซ้ำ จะดีมากถ้าได้อ่านทุกปี

    • วิธีการเริ่มเขียนเบื้องต้นก็สามารถเริ่มได้จากการฝึกเขียนส่วนตัว แบบ Short form , Long form เปิดเว็บไซต์

    My Personal Workflow

    ใช้ database table เป็นอุปกรณ์พิเศษที่ช่วยในการจัดการว่ามี list อะไรสำคัญบ้าง เช่น Episode, Date, Tag, Content, URL, Status

    การมีอุปกรณ์ที่ดีในการช่วยเขียน สามารถช่วยให้เราเขียนงานได้ดีขึ้นหลายเท่า เช่น Notion เป็น software หลักในการสร้าง digital second brain ประยุกต์ใช้ CODE method รัวๆ

    TypeDefinition
    Episodeตอนที่, บทที่
    Dateวันที่
    Tagประเภทของบทความ
    Contentชื่อบทความหรือหนังสือ
    URLlink หนังสือหรือเว็บไซต์
    Statueสถานะว่าทำเสร็จหรือยัง

    A Very Normal Daily Routine

    ตารางชีวิตแอดทอยจะประมาณนี้ๆ มีคลาดเคลื่อนบ้างนิดหน่อย Cheat Day 555+

    • ตื่นนอน ช่วงตี 5-6 โมงเช้า
    • Review สิ่งที่ต้องทำในวันนั้น นั่งอ่าน content เขียน content เสร็จก่อน 9 โมง
    • ช่วง 9.00 – 16.00 น. ส่วนใหญ่ก็ standby ทำงานประจำ ไปสอนตามบริษัทต่างๆ
    • กินข้าว อาบน้ำ แต่ยังไม่นอน 🤣 555+
    • ช่วง 21.00 – เที่ยงคืน มีอ่านหนังสือต่อบ้าง ช่วงนี้เหมือนจะอ่านได้ทั้งเช้า ค่ำเลย ตั้งแต่ทำ PodDash เขียนมา 20 วันติดกัน สร้างนิสัยใหม่ เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตแล้ว
    • แนวทางที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นของแอดทอย
    • แล้วควรอ่านหนังสือเยอะไหม? เอาจริงๆแค่วันละ 1 ชั่วโมงเอง ส่วนตัวคิดว่าไม่ได้อยู่ที่ชั่วโมงการอ่าน แต่อยู่ที่ว่าเรา “อ่านอะไร”
    • สิ่งที่เราเอาเข้าสมอง สำคัญมาก ต้องกรองเยอะๆ – You are what you read (& consume).

    วิธีการที่ดีคือ “อ่านหนังสือดีๆหนึ่งเล่ม > หนังสือไม่ดี 100 เล่ม” แต่คำว่าดี มันตีความได้ยาก แต่ละคนมีไม้บรรทัดไม่เท่ากัน เวลาจะซื้อหนังสือบน Amazon ควรสังเกต 2 สิ่งนี้

    1. เนื้อหาตอบโจทย์ชีวิตเรา ณ เวลานั้นๆหรือเปล่า
    2. Review บน Amazon ว่าหนังสือเล่มไหนมีคนรีวิวมั้ย

    หวังว่าความรู้สำหรับงานเขียนจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนครับ

    https://data-science-bootcamp1.teachable.com/courses/enrolled/2634403