15 Ideas From Economic Thinking 101

หากต้องการเข้าใจความจริงของการคิดแบบเศรษฐศาสตร์มากขึ้น โดยที่จริงๆแล้ววิชาเศรษฐศาสตร์นั้นเกี่ยวกับข้องกับเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่วิชาเกี่ยวกับเศรษฐกิจอย่างเดียว หัวใจสำคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์คือทำความเข้าใจกระบวนการตัดสินใจของมนุษย์ โดยพยายามรู้จักใช้ Attention กับกิจกกรมที่เหมาะสมกับตัวเองและผู้อื่นครับ


Economic Thinking

  1. Model 1 : Scarcity
    1. Unlimited Want vs Limited Resource
    2. Case 1 : Luxury Brand Use Scarcity
    3. Sense of Urgency
    4. The Difference of Need, Want and Demand
  2. Model 2 : Opportunity Cost
    1. Case 1 : Watch Live of Economic Thinking Class
    2. Case 2 : Study Abroad
    3. Case 3 : Construction
  3. Model 3 : Production Possibility Frontier
    1. Resource
    2. Opportunity Cost is Everywhere
    3. Capital
  4. Model 4 : Specialization
    1. Case 1 : Pile casting
    2. Case 2 : Trade rice vs Technology computer
  5. Model 5 : Rationality
    1. Assumptions about Economic Decisions
    2. Case 1 : The Prospect Theory
    3. Value Function
  6. Model 6 : Marginal Analysis
    1. Case 1 : Hot Coffee vs Ice Cola
    2. Case 2 : Utility
    3. Case 3 : Cost > Utility of Hot Coffee, Ice Cola
    4. Case 4 : Water vs Diamond
  7. Model 7 : Demand vs. Supply
    1. Demand Graph
    2. Supply Graph
    3. Equilibrium
  8. Model 8 : Elasticity & Total Revenue
    1. Elasticity
    2. Total Revenue
    3. Elastic vs Inelastic
    4. Case 1 : Iphone
  9. Model 9 : Short vs. Long Run Thinking
    1. Case 1 : DTAC AIS TRUE
    2. Case 2 : Price War
  10. Model 10 : Free Lunch
    1. Case 1 : Live ad toy
  11. Model 11 : The Attention Economy
    1. Case 1 : A Wealth of information
    2. Case 2 : Attention From Social Media
    3. Case 3 : Facebook
    4. Case 4 : The Attention Economy
  12. Model 12 : Game Theory
    1. Element of the game
    2. The Prisoner’s Dilemma
    3. Nash Equilibrium
  13. Model 13 : GDP
    1. GDP vs GNP
    2. Process of GDP
    3. Real GDP
  14. Model 14 : Purchasing Power Parity
    1. Case Buy Online Course
  15. Micro vs Macro

Model 1 : Scarcity

Model 1 : Scarcity

Scarcity คือ ความเป็นจริงพื้นฐานที่มนุษย์คนนึงตัดสินใจต่อเมื่อทรัพยากรมีจำกัด

ต้องพยายามจัดสรรค์ทรัพยากรให้เรามีความสุข ครอบครัวมีความสุข


Unlimited Want vs Limited Resource

ทรัพยากรมนุษย์มีจำกัด → แต่ความต้องการมนุษย์มีไม่จำกัด

Unlimited Want vs Limited Resource
  • ความสุขของมนุษย์จะเกิดขึ้น เมื่อเรารู้จักพอ
  • มหาเศรษฐีหากมีเงินเพิ่ม 1 ล้านแล้ว จะมีความสุขผลปรากฎว่า มีความสุขเท่าเดิม
  • เงินพอถึงจุดนึงไปแล้ว เมื่อมีเงินเหลือใช้แล้ว อาจจะไม่สำคัญเท่าเดิมแล้วก็ได้

Case 1 : Luxury Brand Use Scarcity

  1. ปัจจุบัน หลาย Brand เพิ่มราคาของใช้เพื่อให้ของใช้มีราคาสูง
  2. Brand จะจำกัดสินค้าเหล่านั้น เพื่อเพิ่มราคา เช่น ถ้าไม่ซื้อ Brand ใดๆ ตอนนี้ ราคาที่ถูกจะหายไป
Software Ending Soon
  1. เช่น Software Version นี้ ราคาถูกจำกัดแค่ 67 USD ตอนนี้ จะหายไปเลย
  2. ถ้าซื้อ Software ใช้ได้เฉพาะปีนี้ หลังจากปีนี้อาจจะไม่ Update Version นี้จริงๆ
  3. เป็นวิธีการหลอกคนสำหรับการใช้ Live Time Due เลย

Sense of Urgency

Sense of Urgency

Scarcity จะต้องเกี่ยวข้องกับ Urgent ด้วยว่าต้องสั่งภายในช่วงเวลาใดๆ เท่านั้น ถึงจะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษ รับประกันอะไรเพิ่ม เพื่อให้คนรู้สึกว่าขาดไม่ได้แล้ว ต้องซื้อเดี๋ยวนั้น

  • บางที Sense of Urgency ไม่ใช่เรื่องจริงด้วยซ้ำ หลอกเพื่อให้คนสนใจในสินค้าหรือบริการนั้นๆ
  • บางคอร์สเรียนใน Social Media ลดราคายับ เช่นซื้อ 1 ปี 4,000 บาท ซื้อ 2 ปี 4,500 บาท แล้วบอกเหลือแค่ 10 ที่นั่ง พอเปิดมาอีก 2 อาทิตย์เจอ โฆษณาตัวเดิม

โฆษณาไม่ได้มีจำกัดจริง หลายๆ Brand มักปล่อยโฆษณาออกมาเรื่อยๆ


The Difference of Need, Want and Demand

Need vs Want vs Demand
TypeDefinitionSample
Needความต้องการขั้นพื้นฐานของคนปัจจัย 4
Wantความต้องการที่ถูกปรุงแต่งด้วยวัฒนธรรม สังคมพิซซ่า, ขาหมู
Demandwant ที่มี back up ด้วย moneyการซื้อพิซซ่าหน้าซีฟู้ด

Want สำหรับการกินของคนแต่ละประเทศ

TypeFood
ThaiTom Yum Kung
ChinaNoodle
USAKFC Burger

นักการตลาด Focus ที่ Want and Demand > Need เราไม่อยากขายของที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้ แต่อยากขายของที่ทุกคนอยากใช้


Model 2 : Opportunity Cost

Opportunity Cost

Opportunity Cost เรียกว่า ค่าเสียโอกาส

Opportunity Cost Definition
  • มูลค่าของทางเลือกที่เราบางอย่างไม่ได้ทำ
  • เวลาที่เลือกทำอะไรซักอย่างนึง แล้วต้องเลือกทิ้งทางเลือกที่ดีที่สุด ทางเลือกที่ดีที่สุดที่ถูกทิ้งเรียกว่า Opportunity Cost

Case 1 : Watch Live of Economic Thinking Class

เช่น ถ้าทุกคนเลือกเข้า live Day 02 – Mini Bootcamp Economic Thinking Class

  • ต้นทุน คือ เวลาที่มาเข้าฟัง 1 ชมครึ่ง
  • ถ้าทุกคนไม่ได้มาเข้า live แอดทอย แล้วทุกคนจะทำอะไร ? สิ่งที่ทุกคนกำลังจะทำแทนที่จะเข้า live คือ Opportunity Cost

Case 2 : Study Abroad

อย่างเช่น ในการ Weight เงื่อนไขการเรียนต่อ เมืองนอก มีเงื่อนไขดังนี้

Benefits vs Direct Cost vs Opportunity Cost
Cost TypeDefinition
Benefitsผลประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนต่อ
Direct Costค่าใช้จ่ายโดยตรงสำหรับเรียนต่อ
Opportunity Costค่าเสียโอกาสทางอ้อมจากการเรียนต่อ

ต้องแยกระหว่าง 2 อย่างนี้ให้ได้ว่า Benefits and Cost อะไรคุ้มกว่ากัน


Case 3 : Construction

Construction
  • เช่น เวลาสร้างตึก จะมีแค่ใช้จ่ายอะไรอีกบ้างที่คนอื่นๆ มองไม่เห็น ผลกระทบ

ผลกระทบต่อบ้านข้างๆ คือต้นทุนที่เกิดขึ้นมาจากการอยู่ Side ด้านข้างการก่อสร้าง

TypeDefinition
Positiveมาลงทำถนนใหม่ให้ดีขึ้น มีรถไฟฟ้า
Negativeมีฝุ่น มีควัน ใกล้บ้าน

Model 3 : Production Possibility Frontier

Production Possibility Frontier

Production Possibility Frontier (PPF) หรือ “เส้นขอบเขตความเป็นไปได้ในการผลิต” คือ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึง การผลิตสูงสุดที่เป็นไปได้, การแลกเปลี่ยน (Trade-off) และ ประสิทธิภาพการผลิต

Banana vs Apple

จุดบนเส้น PPF แสดงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่จุดที่อยู่ภายในเส้นแสดงถึงการใช้ทรัพยากรที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ และจุดที่อยู่นอกเส้นแสดงถึงจุดที่ไม่สามารถผลิตได้ด้วยทรัพยากรและเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ทุกจุดที่อยู่บนเส้น PPF คือจุดที่ผลิตตรงจุดไหนก็ได้เลย เป็นจุดรวมที่สามารถผลิต Banana + Apple ได้


Resource

Base on ทรัพยากรที่เรามีอยู่

PPF Graph
Type of PPFDefinition
Aเส้นที่แสดงการใช้ทรัพยากรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
Bเส้นที่แสดงการใช้ทรัพยากรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
Cเส้นที่ผลิตสินค้าได้ แต่ยังเหลือทรัพยากร
Dเป็นไปไม่ได้ เพราะใช้ทรัพยากรเกินกำหนด

มนุษย์สามารถยก PPF ขึ้นไปด้านขวาได้หากเราเก่งขึ้น


Opportunity Cost is Everywhere

Opportunity Cost is Everywhere
Type of goodQuantity AQuantity B
Banana10020
Apple0100

เพราะทรัพยากรที่ใช้ในการปลูก Apple และ Banana มีการจำกัด เพราะต้องมีการ Trade off พื้นที่ในการปลูก

  • นักเศรษฐศาสตร์เลยบอกว่า เป้าหมายในเศรษฐศาสตร์ทำให้ประเทศไทยผลิตสินค้าได้เยอะมากกว่านี้ดังรูป ต้องมี Capital เพิ่มขึ้น
Add Capital

Capital

  • เราอยากจะขยาย PPF ให้สูงขึ้นได้ จำเป็นต้องมี Capital มากขึ้นมี 5 ประเภท ดังนี้
Type of CapitalDefinition
Natural Resourceที่ดิน น้ำ น้ำมัน ป่าไม้
Physicalอาคาร เครื่องจักร เครื่องมือ
Humanการศึกษา ความเป็นอยู่ที่ดี
Financialหุ้น ทอง เงินสด
Technologicalทรัพย์สินทางปัญญา องค์ความรู้

ประเทศถ้าจะมีโอกาสเจริญได้ ต้องมี Capital ก่อน ถึงจะเจริญเติบโตได้ Economic Growth


Model 4 : Specialization

Specialization

Specialization คือการที่คนเราเก่งด้านใดด้านนึง ก็ควรจะ focus ด้านนั้นเยอะๆ


Case 1 : Pile casting

  • เช่น โรงงานผลิตเข็ม Step 1-3 ถ้าต้องทำหลายอย่างเกินไป จะทำให้คนสร้างเข็มคนนึงได้ไม่เยอะมาก

วิธีการแก้ เราแบ่งพนักงานเป็น 3 หน่วยงาน

  1. หล่อ เข็ม
  2. ทำเข็มให้ดูดี
  3. ปรับเข็มให้สมบูรณ์มากขึ้น

เพื่อให้พนักงานเหล่านั้นทำงานที่ถนัดอย่างเดียวเลย

  • เหมือนพนักงานบริษัท ที่ทำเฉพาะด้านที่ตัวเองถนัด ใช้ Concept ที่ Adam Smith คิดไวเรียกว่า Specialization (Division of Labor)

Case 2 : Trade rice vs Technology computer

Com vs Rice
  • เช่น การแลกเปลี่ยนระหว่าง Computer กับ Rice ไม่แฟร์เพราะว่า ราคาไม่เท่ากัน
  • โดยที่ช่วงหลัง ราคา Computer ราคาขึ้นเร็วกว่า ราคา Rice จึงทำไม่คุ้มที่จะแลกเปลี่ยน

ประเทศแต่ละประเทศควรพึ่งพาตนเองด้วยเอง หากโดนตัดการแลกเปลี่ยนแล้วจะไม่แลกสินค้าที่ตัวเองไม่สามารถสร้างได้


Model 5 : Rationality

Rationality

Rationality คือ ความคิดแบบที่มีเหตุมีผล

  1. Core Skill สำหรับวิชาเศรษฐศาสตร์เลย ถ้าเกิดมนุษย์ไม่ได้ประพฤติตัวโดยใช้หลักการแบบเหตุและผลในการคิด วิธีการคิดแบบเศรษฐศาสตร์จะไม่สามารถอยู่ได้เลย
  2. ถ้าทางธนาคารขึ้นอัตราดอกเบี้ยเช่นจาก 1% เป็น 5% แล้ว คนในประเทศจะเงินมาฝากเยอะขึ้น

Assumptions about Economic Decisions

  • จริงๆแล้ว มนุษย์เราตัดสินใจแบบมีเหตุ มีผล
  • คนเรามีกระตุ้นจากตัวเอง เช่น หากทำธุรกิจก็ต้องการกำไร
  • มีประโยชน์สูงสุด โดยการสร้างความสุขเพิ่มขึ้นสูงสุด
  • มนุษย์ทุกคนมีแรงจูงใจให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

Case 1 : The Prospect Theory

The Prospect Theory
  • The Prospect Theory ผสมวิชาเศรษฐศาสตร์และจิตวิทยา

Mini Quiz CASINO

สำหรับเกณฑ์การให้คะแนนมี 2 ทาง

กรณีได้เงิน 2 แบบ กรณีเสียเงิน 2 แบบ

  • Scenerio 1 คนจะเลือก Option A มากกว่าเพราะได้เงิน +500 ชัวๆ ในทางเศรษฐศาสตร์

มนุษย์ไม่ค่อยชอบความเสี่ยงที่ไม่แน่นอน

  • Scenerio 2 คนละเลือก Option B มากกว่า เนื่องจาก ขอเสี่ยงเผื่อไม่เสียเงินได้บ้าง

สิ่งที่อาจารย์ Kahneman ค้นพบคือ

  1. คนชอบอะไรที่ได้แน่นอน
  2. ถ้าต้องเสียอะไรสักอย่างคนมักจะไม่อยากเสีย แล้วพร้อมจะเสี่ยงเพื่อที่จะไม่เสีย

Risk
  • คนอาจไม่ตัดสินใจแบบมีเหตุ มีผล ตลอดเวลา หากเจอความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในการตัดสิน
  • คนส่วนใหญ่จะ Sensitive กับการเสียมากกว่าการได้

Value Function

Value Function
  • หากได้เงิน 100 เหรียญแล้วจะมีความพึงพอใจ
  • หากเสียเงิน 100 เหรียญเราจะมีความเสียใจเยอะมาก

เช่น ถ้าเกิดกรณีถูก lottery 5 ล้าน เรา happy แล้วเพื่อนโทรมาบอกว่าบ้านโดนโจรขโมยเสีย 5 ล้าน เราเสียใจ ควรจะรู้สึกเท่าทุน

นักการตลาดนำมาประยุกต์ใช้ดังนี้

The Tactics
  • คนไม่ชอบเสียให้พูดข้อดี เช่น ให้ใช้ 90% Fat-Free แทน 10% Fat เพื่อให้คนรู้สึกดีกว่า (Inversion)
  • ถ้าซื้อสินค้านี้แล้ว จะเป็นประโยชน์ที่ไม่ควรเสียโอกาสในการต่อ Save Money ในอนาคต จะดีกว่า การบอกว่า Save money with our products.

คนมักชอบ Free Trial ได้ทดลองสินค้าก่อนที่จะซื้อสินค้า


Model 6 : Marginal Analysis

Marginal Analysis
  • ณ ช่วงเวลาที่กำลังจะเลือกกินเครื่องดื่ม ณ บริบทนึง เครื่องดื่มถัดไปที่เราเลือกกิน จะให้ความพึงพอใจกลับมามากกว่ากัน เราก็จะเลือกกินเครื่องดื่มนั้นเลย
  • หลังจากดูไลฟ์ 4 ทุ่มครึ่ง ทุกคนจะทำอะไรต่อ เล่น Tik-tok ดู Netflix หรืออ่าน Content ใน Youtube

อ่านหนังสือที่ชอบ หรือ นอน โดยกิจกรรมไหนที่ Return Value ให้เรามากสุด เลือกกิจกรรมนั้นๆ


Case 1 : Hot Coffee vs Ice Cola

Case Hot Coffee vs Ice Cola

เช่น ถ้าไปเดินภูเขาที่ Switzerland แล้วอากาศหนาว -5 องศา

แล้วเดินเข้าไปในร้านอาหารบนภูเขาแล้วดูเมนูน้ำมีอยู่ 2 เมนู Hot-Coffee หรือ Ice-Cola

การตัดสินใจเลือกว่าอยากกิน เครื่องดื่มร้อน หรือเย็น ขึ้นอยู่กับ Context หรือบริบทตอนนั้น

  1. ต้องรู้ว่า คนๆนั้นอยู่ที่ไหน เกิดสถานการณ์อะไรอยู่
  2. คนมักเลือก Hot-Coffee มากกว่า

Case 2 : Utility

Utility คือการได้ประโยชน์จากกระทำในรูปแบบหนึ่ง

  • ราคา 3 เหรียญเท่ากัน แต่สิ่งที่วัดได้ออกมา ต่างกันเช่น ได้กิน Hot Coffee ในสถานการณ์เดินบนภูเขา อาจมีประโยชน์ 50 ซึ่งมากกว่าการกิน Ice Cola ซึ่งได้ประโยชน์ 30

หากกินเยอะไปและเร็วไปแล้วกาแฟลวกปากได้ อาจจะทำให้ค่า Utility เหลือ -50 ได้


Case 3 : Cost > Utility of Hot Coffee, Ice Cola

Cost > Utility of Hot Coffee, Ice Cola

จ่ายเงิน 3 เหรียญแล้วสินค้าที่ได้ มีความคุ้มค่าน้อยกว่า ราคาที่เราจ่ายไป ต้องหาทางเลือกใหม่

Next Best Option : อาจจะดูเมนูใหม่ หรือ ไปกินน้ำเปล่าที่ตู้ หรือ ไม่กินเลย

  • แต่ราคาของจริงไม่เท่ากัน ดังนั้น การตัดสินใจของระหว่าง กาแฟ และ โค้ก จะยากขึ้นกว่าเดิม

Case 4 : Water vs Diamond

  • Water ถ้าอยู่ในบริบทที่เราอยู่ในทะเลทรายจะมีแค่มากกว่า Diamond เพราะถ้าหากไม่ได้กิน Water จะตายก่อน
  • Diamond ถ้าอยู่ในบริบทปัจจุบัน จะมีราคามากกว่า Water แล้วสามารถซื้อ Water ได้ปริมาณมาก

Next Best Option : Value is Relative ไม่สามารถวัด Value ได้จริงๆ วัดได้จากบริบทในช่วงนั้นๆ

  • เพชร มีค่าเพราะนักการตลาดไปให้ค่า จนเพชรมีมูลค่าสำหรับสังคมโลก

Model 7 : Demand vs. Supply

Demand vs. Supply
TypeDefinition
Demandความต้องการซื้อ
Supplyความต้องการขาย

Demand Graph

Demand Graph
  • ถ้า สินค้า ราคาแพง คนไม่ค่อยอยากซื้อเท่าไร

เส้น Demand จะ Represent ทางฝั่งผู้ซื้อ และมี Slope เป็นลบ สำหรับสินค้าทั่วไป

PriceQuantity Demand
HighLow
LowHigh

Supply Graph

Supply Graph
  • ราคายิ่งสูง คนก็ยิ่งอยากขายสินค้ามากขึ้น
PriceQuantity Supplied
HighHigh
LowLow

เช่น สินค้าราคาเพิ่มจาก 100 เป็น 500 คนก็อยากผลิตสินค้าเพื่อออกมาขายเยอะขึ้น


Equilibrium

Equilibrium

Equilibrium คือ Demand = Supply เป็นจุดที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงราคากันได้

  • เช่นตกลงราคายอมซื้อสินค้าชนิดหนึ่ง 600 เหรียญ ในปริมาณ 8 ตัว

Model 8 : Elasticity & Total Revenue

Elasticity & Total Revenue

Elasticity

Elasticity คือ การวัดการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรหนึ่งเมื่อตัวแปรอื่นเปลี่ยนแปลงไป

  • ถ้าเราเปลี่ยนราคาซื้อ/ขาย 1 บาท ปริมาณซื้อขายจะเปลี่ยนแปลงเท่าไร

Total Revenue

Total Revenue

Total Revenue = Price * Quality

รายได้รวม = ราคาขายต่อหน่วย x จำนวนหน่วยที่ขาย

  • จากรูป ถ้าอยากสร้างรายได้เพิ่ม ควรเพิ่มหรือลดราคา
Increase Total Revenue
  • ควรลดราคาจากจุด p1 ไปจุด p2 แล้วจะสร้าง Total Revenue เพิ่มขึ้นได้โดยการลดราคาและเพิ่มปริมาณการผลิต
decrease price from p1 to p2

โดยที่ Addition Revenue ตรงระหว่าง Q1 และ Q2 มากกว่าตรงจุดสี่เหลี่ยมสีแดง P1 และ P2

Addition Revenue
  • ถ้าพื้นที่สีเขียวมากกว่าพื้นที่สีแดง จะแสดงว่า รายได้เพิ่ม

Elastic vs Inelastic

Elastic vs Inelastic
ElasticPrice
HighDiscount Price
LowAdd Price

Case 1 : Iphone

Case Iphone 16e

Iphone 16e จัดเป็นสินค้าประเภท Elastic ต่ำถึงเพิ่มราคาแล้ว คนก็ยังซื้ออยู่ดี

ElasticPriceIphone
HighDiscount Priceคนก็ซื้ออยู่ดี เพราะเคยชินกับ Brand
LowAdd Priceจะกำไรเยอะขึ้น เพราะคนจะแห่ไปซื้อ Iphone เยอะขึ้น

Model 9 : Short vs. Long Run Thinking

Short vs. Long Run Thinking
  • วิชา เศรษฐศาสตร์เริ่มยากด้วย 2 เหตุผล
  1. การตัดสินใจของมนุษย์เป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก
  2. ต้องใช้ Second Order thinking โดยคิดแบบระยะยาวมากขึ้น
  • โดยการดูว่า การตัดสินใจในระยะสั้น จะส่งผลในระยะยาวยังไงบ้าง

Case 1 : DTAC AIS TRUE

DTAC AIS TRUE

DTAC AIS TRUE ในตลาด Oligopoly จะไม่สู้การขายด้วยราคา จะสู้กันด้วยเรื่องอื่นๆ

  • เช่น ถ้า Dtac ลดราคา Internet จาก 900 บาทต่อเหลือ 500 บาทต่อเดือน
  • ทำให้ให้ AIS กับ TRUE ปรับราคาไปเท่ากับ Dtac เพื่อให้ราคาสมดุล

จะสนใจเรื่อง Quality ของสัญญาณมากกว่า, เบอร์โทร AIS TRUE สามารถแลกตั๋วหนังหรือสินค้าอย่างอื่นได้


Case 2 : Price War

Price War
TypeResult
Short Runมียอดขายในระยะสั้น
Long Runการแข่งขันจะเหมือนเดิม ทุกรายจะรายได้ลดเพราะแข่งกันลดราคามากเกินไป

Model 10 : Free Lunch

No Free Lunch

ข้าวเที่ยงไม่ได้กินฟรี แปลว่าทุกอย่างในโลกนี้ จะมีราคาและผลลัพธ์ที่ตามมาและต้องจ่ายหมด


Case 1 : Live ad toy

  • เช่น เข้าเรียน live วันนี้มีราคาต้องจ่ายด้วย Attention, Time and Internet

Model 11 : The Attention Economy

  • ปัจจุบัน เราอยู่ในยุคที่เรียกว่า Attention Economy
The Attention Economy

ไม่ใช่ Oil, Data, AI ที่มีมูลค่าแพง แต่เป็น Attention ที่เป็น Community ที่ราคาแพงที่สุดในโลก


Case 1 : A Wealth of information

  1. ตอนนี้ข้อมูลเยอะเกินไป แล้ว Attention แย่ลงเพราะไม่รู้ว่าควรจะ Focus Attention ไปที่ จุด Focus ไหนถึงจะดี
  2. โดยที่ที่เราไปหาข้อมูลกลับกลายเป็นที่ดึง Attention ของเราไป
  3. ไม่รู้ว่า จะมานั่งฟัง live วันนี้ดี, อ่านหนังสือดี, หรือเล่น Social Media ดี

Case 2 : Attention From Social Media

Attention From Social Media
  • สิ่งที่นึกถึงที่ๆดึงดูด Attention เราไปมากที่สุด คือ Facebook, Tiktok

Youtube กำลังช่วยให้เราสามารถหาข้อมูลต่างๆเพิ่มเติมจาก platform ได้ และดึงเวลาไปจากเราด้วย ดังนั้น

Attention ที่กำลังขาดแคลน เป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดบนโลก ยิ่งทำให้คนอยู่ใน Platform ได้นานเท่าไรก็ยิ่งหาเงินได้มากเท่านั้น


Case 3 : Facebook

Cost Per Mile on Facebook

Cost Per Mile หมายถึงต้นทุนต่อการแสดงผลโฆษณา 1,000 ครั้งบน Facebook

YearCPM
2018$5.75
2021$10.00
  • ผ่านไป 3 ปี facebook สามารถเก็บเงินได้จาก $5.75 เป็น $10.00 คิดเป็น 73.91%
  • แล้วมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ
  • โดยปัจจุบันปี 2024 ราคาสูงถึง $13.57

facebook พยายามอยากให้คนอยู่ใน platform จึงพยายามแสดงเพจ Entertain มากกว่า เพจ Education เพราะจะทำให้คนอยู่ใน platform ได้นานกว่า

ทุก Platform พยายามจะ Consume Attention ของเราทุกคนเลย


Case 4 : The Attention Economy

Attention Economy คือการรับรู้ได้ความสนใจของคนเราต่อ platform ต่างๆ คือทรัพยากรที่ขาดแคลน และพัฒนารูปแบบของ platform นั้นๆ เพื่อให้คนอยู่ใน platform นั้นได้นานที่สุด

Time, Attention, Your Life คือเรื่องเดียวกัน

มนุษย์ไม่สามารถควบคุมเวลาได้ สิ่งเดียวที่มนุษย์สามารถควบคุมได้คือการจัดการเวลามากกว่า

Protect Your Attention

ใครก็ตามที่สามารถปกป้อง Attention ของตัวเองได้ คนๆนั้นจะรอดไป 5-10 ปีข้างหน้าได้เลย

  • คนส่วนใหญ่ไปไม่รอดเพราะโดนดึง Attention ไปง่ายมาก

Model 12 : Game Theory

Game Theory

Game Theory คือการคิดในมุมของคู่แข่งเลย ว่า คู่แข่งกำลังจะทำอะไร แล้วสามารถรับมือกับคู่แข่งยังไงได้บ้าง และ การตัดสินใจเชิงลึก ที่เราคำนึงถึงและวิเคราะห์สถานการณ์จากคู่แข่งหรือผู้อื่น


Element of the game

สำหรับเกมหมากรุก

  1. Player มีอยู่ 2 คน
  2. Strategies ที่สามารถทำได้
  3. Payoff ตารางที่บอกว่า ถ้าคู่แข่งเดินตัวหมาก แล้วเราเดินตัวหมาก เราจะเดินอะไรจากการเดินหมากบ้าง
  4. Rationality ผู้เล่นอยากได้อะไรในการเล่นมากที่สุด แล้วเสียอะไรน้อยที่สุดจากการเล่นนั้นๆ
  5. Equilibrium หาจุดที่ทั้ง 2 ผู้เล่นอยากเดินหมากให้ความได้เปรียบเท่ากันในการเล่นนั้น

The Prisoner’s Dilemma

  • เรามีผู้เล่นอยู่ 2 คน A กับ B และ 2 Action ยอมรับผิดหรือปิดปากเงียบ
  • 2 คนนี้ติดคุกอยู่คนละห้อง

ตัวเลขซ้ายมือของ A ตัวเลขขวามือของ B เลขคือจำนวนปี

ทั้งคู่เงียบแล้วจะมีการลงโทษ 1 ปี


Player Good Choice
  • A ยอมรับก็จะติดคุก 5 ปี ไม่ยอมรับติด 10 ปี
  • สำหรับผู้เล่น A การสารภาพไว้จะดีที่สุด ถ้า A สารภาพ B เงียบติดคุก 0 ปี
  • สำหรับผู้เล่น B การสารภาพไว้จะดีที่สุด ถ้า B สารภาพ A เงียบติดคุก 0 ปี
  • ทางเลือกที่ดีที่สุดทั้งคู่คือ Confess

Nash Equilibrium

Nash Equilibrium ทุกคนจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง แต่ผลลัพธ์รวมอาจไม่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

Nash Equilibrium
  • เมื่อ Player A และ Player B เลือกสารภาพพร้อมกันคู่ไม่ได้เป็นทางเลือก แต่เงื่อนไขเดิมสำหรับคู่เหมือนกัน ใครสารภาพจะติดคุกน้อยกว่า
  • Confess -5 ปี กับ 0 ปี แต่ถ้า Remain Silent10 ปี กับ -1 ปี

  • เว้นแต่จะ Remain Silent Both จะดีกว่ากับทั้งคู่

แต่ชีวิตจริงทุกคนจะเลือกสารภาพทั้งคู่

  • สามารถประยุกต์ใช้กับการรวมตัวของบริษัท และเหตุดารณ์อื่นๆ

Model 13 : GDP

The GDP

GDP มวลสินค้าที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในปีหนึ่งๆ


GDP vs GNP

GDP vs GNP
TypeDefinition
GDPรายได้ในประเทศไทย
GNP รายได้ในทุกประเทศ

Process of GDP

Simple GDP Formula

GDP คือ ราคาของสินค้า * ปริมาณของสินค้า

  • ถ้าราคาไก่เพิ่ม GDP โตขึ้นมา 74%
Chicken Price Rise

Real GDP

Real GDP
  • Real GDP ใช้ราคาสินค้าของปีฐานในการคำนวณ GDP แสดงว่า GDP ไม่ได้โตขึ้นเลย

Real GDP คือการโตด้วยสินค้าของประเทศเรามีการผลิตมากขึ้น Quantity

More Food is Better

Model 14 : Purchasing Power Parity

Purchasing Power Parity

PPP ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์และวิธีการที่ใช้ในการเปรียบเทียบอำนาจซื้อที่แท้จริงของสกุลเงินที่แตกต่างกัน

โดยปรับความครองชีพให้สะท้อนเหมาะสมกับคนประเทศนั้นๆ

PPP
  • เช่นน้ำในอเมริกาขาย 100 บาทในไทยขาย 30 บาท
  • มีความเท่าเทียมกันตามสภาพแวดล้อมของประเทศนั้นๆ

Case Buy Online Course

Purchasing Power Parity

เช่นการซื้อคอร์สออนไลน์ ถ้าอยู่ประเทศไทยสามารถขอ Purchasing Power Parity ตามรูปด้านบนเพื่อลดราคาได้เหมาะกับราคาของคนในประเทศไทย


Micro vs Macro

Micro economics vs Macro economics
  1. Microeconomics คือ การศึกษาพฤติกรรมของหน่วยเศรษฐกิจรายย่อย
  2. Macroeconomics คือ ศึกษาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
TypeMicroeconomicsMacroeconomics
Emphasizeหน่วยย่อย (ครัวเรือน, ธุรกิจ)หน่วยใหญ่ (ระดับประเทศ)
Scopeขนาดเล็กขนาดใหญ่
Headlineอุปสงค์, อุปทาน, ราคา, ตลาด, การแข่งขันGDP, เงินเฟ้อ, การว่างงาน, การเติบโตทางเศรษฐกิจ
Overviewมองจากล่างขึ้นบนมองจากบนลงล่าง

สามารถรับชมคลิปเพิ่มเติมได้การจาก Link นี้

โดยสามารถนำประยุกต์ใช้กับชีวิตจริงการใช้ Attention อย่างมีประโยชน์สำหรับทุกกิจกรรมไปปรับปรุงและนำหลักเศรษฐศาสตร์ไปใช้ตัดสินใจและเป็นไอเดียใหม่ๆ ในการตัดสินใจคิดเกี่ยวกับการบริหารเวลาในชีวิตเพิ่มเติมครับ


Comments

Leave a comment