หากต้องการเข้าใจความจริงของการคิดแบบเศรษฐศาสตร์มากขึ้น โดยที่จริงๆแล้ววิชาเศรษฐศาสตร์นั้นเกี่ยวกับข้องกับเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่วิชาเกี่ยวกับเศรษฐกิจอย่างเดียว หัวใจสำคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์คือทำความเข้าใจกระบวนการตัดสินใจของมนุษย์ โดยพยายามรู้จักใช้ Attention กับกิจกกรมที่เหมาะสมกับตัวเองและผู้อื่นครับ
Economic Thinking
- Model 1 : Scarcity
- Model 2 : Opportunity Cost
- Model 3 : Production Possibility Frontier
- Model 4 : Specialization
- Model 5 : Rationality
- Model 6 : Marginal Analysis
- Model 7 : Demand vs. Supply
- Model 8 : Elasticity & Total Revenue
- Model 9 : Short vs. Long Run Thinking
- Model 10 : Free Lunch
- Model 11 : The Attention Economy
- Model 12 : Game Theory
- Model 13 : GDP
- Model 14 : Purchasing Power Parity
- Micro vs Macro
Model 1 : Scarcity

Scarcity คือ ความเป็นจริงพื้นฐานที่มนุษย์คนนึงตัดสินใจต่อเมื่อทรัพยากรมีจำกัด
ต้องพยายามจัดสรรค์ทรัพยากรให้เรามีความสุข ครอบครัวมีความสุข
Unlimited Want vs Limited Resource
ทรัพยากรมนุษย์มีจำกัด → แต่ความต้องการมนุษย์มีไม่จำกัด

- ความสุขของมนุษย์จะเกิดขึ้น เมื่อเรารู้จักพอ
- มหาเศรษฐีหากมีเงินเพิ่ม 1 ล้านแล้ว จะมีความสุขผลปรากฎว่า มีความสุขเท่าเดิม
- เงินพอถึงจุดนึงไปแล้ว
เมื่อมีเงินเหลือใช้แล้ว อาจจะไม่สำคัญเท่าเดิมแล้วก็ได้
Case 1 : Luxury Brand Use Scarcity
- ปัจจุบัน หลาย Brand เพิ่มราคาของใช้เพื่อให้ของใช้มีราคาสูง
- Brand จะจำกัดสินค้าเหล่านั้น เพื่อเพิ่มราคา เช่น ถ้าไม่ซื้อ Brand ใดๆ ตอนนี้ ราคาที่ถูกจะหายไป

- เช่น Software Version นี้ ราคาถูกจำกัดแค่ 67 USD ตอนนี้ จะหายไปเลย
- ถ้าซื้อ Software ใช้ได้เฉพาะปีนี้ หลังจากปีนี้อาจจะไม่ Update Version นี้จริงๆ
- เป็นวิธีการหลอกคนสำหรับการใช้ Live Time Due เลย
Sense of Urgency

Scarcity จะต้องเกี่ยวข้องกับ Urgent ด้วยว่าต้องสั่งภายในช่วงเวลาใดๆ เท่านั้น ถึงจะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษ รับประกันอะไรเพิ่ม เพื่อให้คนรู้สึกว่าขาดไม่ได้แล้ว ต้องซื้อเดี๋ยวนั้น
- บางที Sense of Urgency ไม่ใช่เรื่องจริงด้วยซ้ำ หลอกเพื่อให้คนสนใจในสินค้าหรือบริการนั้นๆ
- บางคอร์สเรียนใน Social Media ลดราคายับ เช่นซื้อ 1 ปี 4,000 บาท ซื้อ 2 ปี 4,500 บาท แล้วบอกเหลือแค่ 10 ที่นั่ง พอเปิดมาอีก 2 อาทิตย์เจอ โฆษณาตัวเดิม
โฆษณาไม่ได้มีจำกัดจริง หลายๆ Brand มักปล่อยโฆษณาออกมาเรื่อยๆ
The Difference of Need, Want and Demand

| Type | Definition | Sample |
| Need | ความต้องการขั้นพื้นฐานของคน | ปัจจัย 4 |
| Want | ความต้องการที่ถูกปรุงแต่งด้วยวัฒนธรรม สังคม | พิซซ่า, ขาหมู |
| Demand | want ที่มี back up ด้วย money | การซื้อพิซซ่าหน้าซีฟู้ด |
Want สำหรับการกินของคนแต่ละประเทศ
| Type | Food |
| Thai | Tom Yum Kung |
| China | Noodle |
| USA | KFC Burger |
นักการตลาด Focus ที่ Want and Demand > Need เราไม่อยากขายของที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้ แต่อยากขายของที่ทุกคนอยากใช้
Model 2 : Opportunity Cost

Opportunity Cost เรียกว่า ค่าเสียโอกาส

- มูลค่าของ
ทางเลือกที่เราบางอย่างไม่ได้ทำ - เวลาที่เลือกทำอะไรซักอย่างนึง แล้วต้องเลือกทิ้งทางเลือกที่ดีที่สุด ทางเลือกที่ดีที่สุดที่ถูกทิ้งเรียกว่า Opportunity Cost
Case 1 : Watch Live of Economic Thinking Class
เช่น ถ้าทุกคนเลือกเข้า live Day 02 – Mini Bootcamp Economic Thinking Class
- ต้นทุน คือ เวลาที่มาเข้าฟัง 1 ชมครึ่ง
- ถ้าทุกคนไม่ได้มาเข้า live แอดทอย แล้ว
ทุกคนจะทำอะไร? สิ่งที่ทุกคนกำลังจะทำแทนที่จะเข้า live คือ Opportunity Cost
Case 2 : Study Abroad
อย่างเช่น ในการ Weight เงื่อนไขการเรียนต่อ เมืองนอก มีเงื่อนไขดังนี้

| Cost Type | Definition |
| Benefits | ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนต่อ |
| Direct Cost | ค่าใช้จ่ายโดยตรงสำหรับเรียนต่อ |
| Opportunity Cost | ค่าเสียโอกาสทางอ้อมจากการเรียนต่อ |
ต้องแยกระหว่าง 2 อย่างนี้ให้ได้ว่า Benefits and Cost อะไรคุ้มกว่ากัน
Case 3 : Construction

- เช่น เวลาสร้างตึก จะมีแค่ใช้จ่ายอะไรอีกบ้างที่คนอื่นๆ มองไม่เห็น ผลกระทบ
ผลกระทบต่อบ้านข้างๆ คือต้นทุนที่เกิดขึ้นมาจากการอยู่ Side ด้านข้างการก่อสร้าง
| Type | Definition |
| Positive | มาลงทำถนนใหม่ให้ดีขึ้น มีรถไฟฟ้า |
| Negative | มีฝุ่น มีควัน ใกล้บ้าน |
Model 3 : Production Possibility Frontier

Production Possibility Frontier (PPF) หรือ “เส้นขอบเขตความเป็นไปได้ในการผลิต” คือ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึง การผลิตสูงสุดที่เป็นไปได้, การแลกเปลี่ยน (Trade-off) และ ประสิทธิภาพการผลิต

จุดบนเส้น PPF แสดงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่จุดที่อยู่ภายในเส้นแสดงถึงการใช้ทรัพยากรที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ และจุดที่อยู่นอกเส้นแสดงถึงจุดที่ไม่สามารถผลิตได้ด้วยทรัพยากรและเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ทุกจุดที่อยู่บนเส้น PPF คือจุดที่ผลิตตรงจุดไหนก็ได้เลย เป็นจุดรวมที่สามารถผลิต Banana + Apple ได้
Resource
Base on ทรัพยากรที่เรามีอยู่

| Type of PPF | Definition |
| A | เส้นที่แสดงการใช้ทรัพยากรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ |
| B | เส้นที่แสดงการใช้ทรัพยากรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ |
| C | เส้นที่ผลิตสินค้าได้ แต่ยังเหลือทรัพยากร |
| D | เป็นไปไม่ได้ เพราะใช้ทรัพยากรเกินกำหนด |
มนุษย์สามารถยก PPF ขึ้นไปด้านขวาได้หากเราเก่งขึ้น
Opportunity Cost is Everywhere

| Type of good | Quantity A | Quantity B |
| Banana | 100 | 20 |
| Apple | 0 | 100 |
เพราะทรัพยากรที่ใช้ในการปลูก Apple และ Banana มีการจำกัด เพราะต้องมีการ Trade off พื้นที่ในการปลูก
- นักเศรษฐศาสตร์เลยบอกว่า เป้าหมายในเศรษฐศาสตร์ทำให้ประเทศไทยผลิตสินค้าได้เยอะมากกว่านี้ดังรูป ต้องมี Capital เพิ่มขึ้น

Capital
- เราอยากจะขยาย PPF ให้สูงขึ้นได้ จำเป็นต้องมี Capital มากขึ้นมี 5 ประเภท ดังนี้
| Type of Capital | Definition |
| Natural Resource | ที่ดิน น้ำ น้ำมัน ป่าไม้ |
| Physical | อาคาร เครื่องจักร เครื่องมือ |
| Human | การศึกษา ความเป็นอยู่ที่ดี |
| Financial | หุ้น ทอง เงินสด |
| Technological | ทรัพย์สินทางปัญญา องค์ความรู้ |
ประเทศถ้าจะมีโอกาสเจริญได้ ต้องมี Capital ก่อน ถึงจะเจริญเติบโตได้ Economic Growth
Model 4 : Specialization

Specialization คือการที่คนเราเก่งด้านใดด้านนึง ก็ควรจะ focus ด้านนั้นเยอะๆ
Case 1 : Pile casting
- เช่น โรงงานผลิตเข็ม Step 1-3 ถ้าต้องทำหลายอย่างเกินไป จะทำให้คนสร้างเข็มคนนึงได้ไม่เยอะมาก
วิธีการแก้ เราแบ่งพนักงานเป็น 3 หน่วยงาน
- หล่อ เข็ม
- ทำเข็มให้ดูดี
- ปรับเข็มให้สมบูรณ์มากขึ้น
เพื่อให้พนักงานเหล่านั้นทำงานที่ถนัดอย่างเดียวเลย
- เหมือนพนักงานบริษัท ที่ทำเฉพาะด้านที่ตัวเองถนัด ใช้ Concept ที่ Adam Smith คิดไวเรียกว่า Specialization (Division of Labor)
Case 2 : Trade rice vs Technology computer

- เช่น การแลกเปลี่ยนระหว่าง Computer กับ Rice ไม่แฟร์เพราะว่า ราคาไม่เท่ากัน
- โดยที่ช่วงหลัง
ราคาComputer ราคาขึ้นเร็วกว่าราคาRice จึงทำไม่คุ้มที่จะแลกเปลี่ยน
ประเทศแต่ละประเทศควรพึ่งพาตนเองด้วยเอง หากโดนตัดการแลกเปลี่ยนแล้วจะไม่แลกสินค้าที่ตัวเองไม่สามารถสร้างได้
Model 5 : Rationality

Rationality คือ ความคิดแบบที่มีเหตุมีผล
- Core Skill สำหรับวิชาเศรษฐศาสตร์เลย ถ้าเกิดมนุษย์ไม่ได้ประพฤติตัวโดยใช้หลักการแบบเหตุและผลในการคิด วิธีการคิดแบบเศรษฐศาสตร์จะไม่สามารถอยู่ได้เลย
- ถ้า
ทางธนาคารขึ้นอัตราดอกเบี้ยเช่นจาก 1% เป็น 5% แล้ว คนในประเทศจะเงินมาฝากเยอะขึ้น
Assumptions about Economic Decisions
- จริงๆแล้ว มนุษย์เราตัดสินใจแบบมีเหตุ มีผล
- คนเรามีกระตุ้นจากตัวเอง เช่น หากทำธุรกิจก็ต้องการกำไร
- มีประโยชน์สูงสุด โดยการสร้างความสุขเพิ่มขึ้นสูงสุด
- มนุษย์ทุกคนมี
แรงจูงใจให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
Case 1 : The Prospect Theory

- The Prospect Theory ผสมวิชาเศรษฐศาสตร์และจิตวิทยา
Mini Quiz CASINO

สำหรับเกณฑ์การให้คะแนนมี 2 ทาง
กรณีได้เงิน 2 แบบ กรณีเสียเงิน 2 แบบ


- Scenerio 1 คนจะเลือก Option A มากกว่าเพราะได้เงิน +500 ชัวๆ ในทางเศรษฐศาสตร์
มนุษย์ไม่ค่อยชอบ
ความเสี่ยงที่ไม่แน่นอน
- Scenerio 2 คนละเลือก Option B มากกว่า เนื่องจาก ขอเสี่ยงเผื่อไม่เสียเงินได้บ้าง
สิ่งที่อาจารย์ Kahneman ค้นพบคือ
- คนชอบอะไรที่ได้แน่นอน
- ถ้าต้องเสียอะไรสักอย่างคนมักจะไม่อยากเสีย แล้ว
พร้อมจะเสี่ยงเพื่อที่จะไม่เสีย

- คนอาจไม่ตัดสินใจแบบมีเหตุ มีผล ตลอดเวลา หากเจอความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในการตัดสิน
- คนส่วนใหญ่จะ Sensitive กับการเสียมากกว่าการได้
Value Function

- หากได้เงิน 100 เหรียญแล้วจะมีความพึงพอใจ
- หาก
เสียเงิน100 เหรียญเราจะมีความเสียใจเยอะมาก
เช่น ถ้าเกิดกรณีถูก lottery 5 ล้าน เรา happy แล้วเพื่อนโทรมาบอกว่าบ้านโดนโจรขโมยเสีย 5 ล้าน เราเสียใจ ควรจะรู้สึกเท่าทุน
นักการตลาดนำมาประยุกต์ใช้ดังนี้

- คนไม่ชอบเสียให้พูดข้อดี เช่น ให้ใช้ 90% Fat-Free แทน 10% Fat เพื่อให้คนรู้สึกดีกว่า (Inversion)
- ถ้าซื้อสินค้านี้แล้ว จะเป็นประโยชน์ที่ไม่ควรเสียโอกาสในการต่อ Save Money ในอนาคต จะดีกว่า การบอกว่า Save money with our products.
คนมักชอบ Free Trial ได้ทดลองสินค้าก่อนที่จะซื้อสินค้า
Model 6 : Marginal Analysis


- ณ ช่วงเวลาที่กำลังจะเลือกกินเครื่องดื่ม ณ บริบทนึง เครื่องดื่มถัดไปที่เราเลือกกิน จะให้ความพึงพอใจกลับมามากกว่ากัน เราก็จะเลือกกินเครื่องดื่มนั้นเลย
- หลังจากดูไลฟ์ 4 ทุ่มครึ่ง ทุกคนจะทำอะไรต่อ เล่น Tik-tok ดู Netflix หรืออ่าน Content ใน Youtube
อ่านหนังสือที่ชอบ หรือ นอน โดยกิจกรรมไหนที่ Return Value ให้เรามากสุด เลือกกิจกรรมนั้นๆ
Case 1 : Hot Coffee vs Ice Cola

เช่น ถ้าไปเดินภูเขาที่ Switzerland แล้วอากาศหนาว -5 องศา
แล้วเดินเข้าไปในร้านอาหารบนภูเขาแล้วดูเมนูน้ำมีอยู่ 2 เมนู Hot-Coffee หรือ Ice-Cola
การตัดสินใจเลือกว่าอยากกิน เครื่องดื่มร้อน หรือเย็น ขึ้นอยู่กับ Context หรือบริบทตอนนั้น
- ต้องรู้ว่า คนๆนั้นอยู่ที่ไหน เกิดสถานการณ์อะไรอยู่
- คนมักเลือก Hot-Coffee มากกว่า
Case 2 : Utility
Utility คือการได้ประโยชน์จากกระทำในรูปแบบหนึ่ง

- ราคา 3 เหรียญเท่ากัน แต่สิ่งที่วัดได้ออกมา ต่างกันเช่น ได้กิน Hot Coffee ในสถานการณ์เดินบนภูเขา อาจมีประโยชน์ 50 ซึ่งมากกว่าการกิน Ice Cola ซึ่งได้ประโยชน์ 30
หากกินเยอะไปและเร็วไปแล้วกาแฟลวกปากได้ อาจจะทำให้ค่า Utility เหลือ -50
ได้
Case 3 : Cost > Utility of Hot Coffee, Ice Cola

จ่ายเงิน 3 เหรียญแล้วสินค้าที่ได้ มีความคุ้มค่าน้อยกว่า ราคาที่เราจ่ายไป ต้องหาทางเลือกใหม่
Next Best Option : อาจจะดูเมนูใหม่ หรือ ไปกินน้ำเปล่าที่ตู้ หรือ ไม่กินเลย
- แต่ราคาของจริงไม่เท่ากัน ดังนั้น การตัดสินใจของระหว่าง กาแฟ และ โค้ก จะยากขึ้นกว่าเดิม
Case 4 : Water vs Diamond

- Water ถ้าอยู่ในบริบทที่เราอยู่ในทะเลทรายจะมีแค่มากกว่า Diamond เพราะถ้าหากไม่ได้กิน Water จะตายก่อน
- Diamond ถ้าอยู่ในบริบทปัจจุบัน จะมีราคามากกว่า Water แล้วสามารถซื้อ Water ได้ปริมาณมาก
Next Best Option : Value is Relative ไม่สามารถวัด Value ได้จริงๆ วัดได้จากบริบทในช่วงนั้นๆ
- เพชร มีค่าเพราะนักการตลาดไปให้ค่า จนเพชรมีมูลค่าสำหรับสังคมโลก
Model 7 : Demand vs. Supply

| Type | Definition |
| Demand | ความต้องการซื้อ |
| Supply | ความต้องการขาย |
Demand Graph

- ถ้า สินค้า ราคาแพง คนไม่ค่อยอยากซื้อเท่าไร
เส้น Demand จะ Represent ทางฝั่งผู้ซื้อ และมี Slope เป็นลบ สำหรับสินค้าทั่วไป
| Price | Quantity Demand |
| High | Low |
| Low | High |
Supply Graph

- ราคายิ่งสูง คนก็ยิ่งอยากขายสินค้ามากขึ้น
| Price | Quantity Supplied |
| High | High |
| Low | Low |
เช่น สินค้าราคาเพิ่มจาก 100 เป็น 500 คนก็อยากผลิตสินค้าเพื่อออกมาขายเยอะขึ้น
Equilibrium

Equilibrium คือ Demand = Supply เป็นจุดที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงราคากันได้
- เช่นตกลงราคายอมซื้อสินค้าชนิดหนึ่ง 600 เหรียญ ในปริมาณ 8 ตัว
Model 8 : Elasticity & Total Revenue

Elasticity
Elasticity คือ การวัดการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรหนึ่งเมื่อตัวแปรอื่นเปลี่ยนแปลงไป
- ถ้าเราเปลี่ยนราคาซื้อ/ขาย 1 บาท ปริมาณซื้อขายจะเปลี่ยนแปลงเท่าไร
Total Revenue

Total Revenue = Price * Quality
รายได้รวม = ราคาขายต่อหน่วย x จำนวนหน่วยที่ขาย
- จากรูป ถ้าอยากสร้างรายได้เพิ่ม ควรเพิ่มหรือลดราคา

- ควรลดราคาจากจุด p1 ไปจุด p2 แล้วจะสร้าง Total Revenue เพิ่มขึ้นได้โดยการลดราคาและเพิ่มปริมาณการผลิต

โดยที่ Addition Revenue ตรงระหว่าง Q1 และ Q2 มากกว่าตรงจุดสี่เหลี่ยมสีแดง P1 และ P2

- ถ้าพื้นที่สีเขียวมากกว่าพื้นที่สีแดง จะแสดงว่า รายได้เพิ่ม
Elastic vs Inelastic

| Elastic | Price |
| High | Discount Price |
| Low | Add Price |
Case 1 : Iphone

Iphone 16e จัดเป็นสินค้าประเภท Elastic ต่ำถึงเพิ่มราคาแล้ว คนก็ยังซื้ออยู่ดี
| Elastic | Price | Iphone |
| High | Discount Price | คนก็ซื้ออยู่ดี เพราะเคยชินกับ Brand |
| Low | Add Price | จะกำไรเยอะขึ้น เพราะคนจะแห่ไปซื้อ Iphone เยอะขึ้น |
Model 9 : Short vs. Long Run Thinking

- วิชา เศรษฐศาสตร์เริ่มยากด้วย 2 เหตุผล
- การตัดสินใจของมนุษย์เป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก
- ต้องใช้ Second Order thinking โดยคิดแบบระยะยาวมากขึ้น
- โดยการดูว่า การตัดสินใจในระยะสั้น จะส่งผลในระยะยาวยังไงบ้าง
Case 1 : DTAC AIS TRUE

DTAC AIS TRUE ในตลาด Oligopoly จะไม่สู้การขายด้วยราคา จะสู้กันด้วยเรื่องอื่นๆ
- เช่น ถ้า Dtac ลดราคา Internet จาก 900 บาทต่อเหลือ 500 บาทต่อเดือน
- ทำให้ให้ AIS กับ TRUE ปรับราคาไปเท่ากับ Dtac เพื่อให้ราคาสมดุล
จะสนใจเรื่อง Quality ของสัญญาณมากกว่า, เบอร์โทร AIS TRUE สามารถแลกตั๋วหนังหรือสินค้าอย่างอื่นได้
Case 2 : Price War

| Type | Result |
| Short Run | มียอดขายในระยะสั้น |
| Long Run | การแข่งขันจะเหมือนเดิม ทุกรายจะรายได้ลดเพราะแข่งกันลดราคามากเกินไป |
Model 10 : Free Lunch

ข้าวเที่ยงไม่ได้กินฟรี แปลว่าทุกอย่างในโลกนี้ จะมีราคาและผลลัพธ์ที่ตามมาและต้องจ่ายหมด
Case 1 : Live ad toy
- เช่น เข้าเรียน live วันนี้มีราคาต้องจ่ายด้วย Attention, Time and Internet
Model 11 : The Attention Economy
- ปัจจุบัน เราอยู่ในยุคที่เรียกว่า Attention Economy

ไม่ใช่ Oil, Data, AI ที่มีมูลค่าแพง แต่เป็น Attention ที่เป็น Community ที่ราคาแพงที่สุดในโลก
Case 1 : A Wealth of information
- ตอนนี้ข้อมูลเยอะเกินไป แล้ว Attention แย่ลงเพราะไม่รู้ว่าควรจะ Focus Attention ไปที่ จุด Focus ไหนถึงจะดี
- โดยที่ที่เราไปหาข้อมูลกลับกลายเป็นที่ดึง Attention ของเราไป
- ไม่รู้ว่า จะมานั่งฟัง live วันนี้ดี, อ่านหนังสือดี, หรือเล่น Social Media ดี
Case 2 : Attention From Social Media

- สิ่งที่นึกถึงที่ๆดึงดูด Attention เราไปมากที่สุด คือ Facebook, Tiktok
Youtube กำลังช่วยให้เราสามารถหาข้อมูลต่างๆเพิ่มเติมจาก platform ได้ และดึงเวลาไปจากเราด้วย ดังนั้น
Attention ที่กำลังขาดแคลน เป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดบนโลก ยิ่งทำให้คนอยู่ใน Platform ได้นานเท่าไรก็ยิ่งหาเงินได้มากเท่านั้น
Case 3 : Facebook

Cost Per Mile หมายถึงต้นทุนต่อการแสดงผลโฆษณา 1,000 ครั้งบน Facebook
| Year | CPM |
| 2018 | $5.75 |
| 2021 | $10.00 |
- ผ่านไป 3 ปี facebook สามารถเก็บเงินได้จาก $5.75 เป็น $10.00 คิดเป็น 73.91%
- แล้วมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ

- โดยปัจจุบันปี 2024 ราคาสูงถึง $13.57
facebook พยายามอยากให้คนอยู่ใน platform จึงพยายามแสดงเพจ Entertain มากกว่า เพจ Education เพราะจะทำให้คนอยู่ใน platform ได้นานกว่า
ทุก Platform พยายามจะ Consume Attention ของเราทุกคนเลย
Case 4 : The Attention Economy
Attention Economy คือการรับรู้ได้ความสนใจของคนเราต่อ platform ต่างๆ คือทรัพยากรที่ขาดแคลน และพัฒนารูปแบบของ platform นั้นๆ เพื่อให้คนอยู่ใน platform นั้นได้นานที่สุด
Time, Attention, Your Life คือเรื่องเดียวกัน
มนุษย์ไม่สามารถควบคุมเวลาได้ สิ่งเดียวที่มนุษย์สามารถควบคุมได้คือการจัดการเวลามากกว่า

ใครก็ตามที่สามารถปกป้อง Attention ของตัวเองได้ คนๆนั้นจะรอดไป 5-10 ปีข้างหน้าได้เลย
- คนส่วนใหญ่ไปไม่รอดเพราะโดนดึง Attention ไปง่ายมาก
Model 12 : Game Theory

Game Theory คือการคิดในมุมของคู่แข่งเลย ว่า คู่แข่งกำลังจะทำอะไร แล้วสามารถรับมือกับคู่แข่งยังไงได้บ้าง และ การตัดสินใจเชิงลึก ที่เราคำนึงถึงและวิเคราะห์สถานการณ์จากคู่แข่งหรือผู้อื่น
Element of the game
สำหรับเกมหมากรุก

- Player มีอยู่ 2 คน
- Strategies ที่สามารถทำได้
- Payoff ตารางที่บอกว่า ถ้าคู่แข่งเดินตัวหมาก แล้วเราเดินตัวหมาก เราจะเดินอะไรจากการเดินหมากบ้าง
- Rationality ผู้เล่นอยากได้อะไรในการเล่นมากที่สุด แล้วเสียอะไรน้อยที่สุดจากการเล่นนั้นๆ
- Equilibrium หาจุดที่ทั้ง 2 ผู้เล่นอยากเดินหมากให้ความได้เปรียบเท่ากันในการเล่นนั้น
The Prisoner’s Dilemma

- เรามีผู้เล่นอยู่ 2 คน A กับ B และ 2 Action ยอมรับผิดหรือปิดปากเงียบ
- 2 คนนี้ติดคุกอยู่คนละห้อง
ตัวเลขซ้ายมือของ A ตัวเลขขวามือของ B เลขคือจำนวนปี
ทั้งคู่เงียบแล้วจะมีการลงโทษ 1 ปี

- A ยอมรับก็จะติดคุก 5 ปี ไม่ยอมรับติด 10 ปี
- สำหรับผู้เล่น A การสารภาพไว้จะดีที่สุด ถ้า A สารภาพ B เงียบติดคุก 0 ปี
- สำหรับผู้เล่น B การสารภาพไว้จะดีที่สุด ถ้า B สารภาพ A เงียบติดคุก 0 ปี
- ทางเลือกที่ดีที่สุดทั้งคู่คือ Confess
Nash Equilibrium
Nash Equilibrium ทุกคนจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง แต่ผลลัพธ์รวมอาจไม่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

- เมื่อ Player A และ Player B เลือกสารภาพพร้อมกันคู่ไม่ได้เป็นทางเลือก แต่เงื่อนไขเดิมสำหรับคู่เหมือนกัน ใครสารภาพจะติดคุกน้อยกว่า
- Confess -5 ปี กับ 0 ปี แต่ถ้า Remain Silent –10 ปี กับ -1 ปี
- เว้นแต่จะ Remain Silent Both จะดีกว่ากับทั้งคู่

แต่ชีวิตจริงทุกคนจะเลือกสารภาพทั้งคู่
- สามารถประยุกต์ใช้กับการรวมตัวของบริษัท และเหตุดารณ์อื่นๆ
Model 13 : GDP

GDP มวลสินค้าที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในปีหนึ่งๆ
GDP vs GNP

| Type | Definition |
| GDP | รายได้ในประเทศไทย |
| GNP | รายได้ในทุกประเทศ |
Process of GDP

GDP คือ ราคาของสินค้า * ปริมาณของสินค้า

- ถ้าราคาไก่เพิ่ม GDP โตขึ้นมา 74%

Real GDP

- Real GDP ใช้ราคาสินค้าของปีฐานในการคำนวณ GDP แสดงว่า GDP ไม่ได้โตขึ้นเลย
Real GDP คือการโตด้วยสินค้าของประเทศเรามีการผลิตมากขึ้น Quantity

Model 14 : Purchasing Power Parity

PPP ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์และวิธีการที่ใช้ในการเปรียบเทียบอำนาจซื้อที่แท้จริงของสกุลเงินที่แตกต่างกัน
โดยปรับความครองชีพให้สะท้อนเหมาะสมกับคนประเทศนั้นๆ

- เช่นน้ำในอเมริกาขาย 100 บาทในไทยขาย 30 บาท
- มีความเท่าเทียมกันตามสภาพแวดล้อมของประเทศนั้นๆ
Case Buy Online Course

เช่นการซื้อคอร์สออนไลน์ ถ้าอยู่ประเทศไทยสามารถขอ Purchasing Power Parity ตามรูปด้านบนเพื่อลดราคาได้เหมาะกับราคาของคนในประเทศไทย
Micro vs Macro

- Microeconomics คือ การศึกษาพฤติกรรมของหน่วยเศรษฐกิจรายย่อย
- Macroeconomics คือ ศึกษาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
| Type | Microeconomics | Macroeconomics |
| Emphasize | หน่วยย่อย (ครัวเรือน, ธุรกิจ) | หน่วยใหญ่ (ระดับประเทศ) |
| Scope | ขนาดเล็ก | ขนาดใหญ่ |
| Headline | อุปสงค์, อุปทาน, ราคา, ตลาด, การแข่งขัน | GDP, เงินเฟ้อ, การว่างงาน, การเติบโตทางเศรษฐกิจ |
| Overview | มองจากล่างขึ้นบน | มองจากบนลงล่าง |
สามารถรับชมคลิปเพิ่มเติมได้การจาก Link นี้
โดยสามารถนำประยุกต์ใช้กับชีวิตจริงการใช้ Attention อย่างมีประโยชน์สำหรับทุกกิจกรรมไปปรับปรุงและนำหลักเศรษฐศาสตร์ไปใช้ตัดสินใจและเป็นไอเดียใหม่ๆ ในการตัดสินใจคิดเกี่ยวกับการบริหารเวลาในชีวิตเพิ่มเติมครับ

Leave a comment